น้ำคร่ำอุดหลอดเลือด (AFE)

31 December 2011
807 view

น้ำคร่ำอุดหลอดเลือด Amniotic fluid embolism (AFE)

เชื่อว่าเกิดจากน้ำคร่ำหรือสิ่งที่ลอยอยู่ ในน้ำคร่ำ เช่นเซลล์หรือขนของทารก เข้าไปในกระแสเลือดของแม่ผ่านทางรก และไปเหนี่ยวนำให้ระบบภูมิคุ้มกันของแม่ทำงานต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา ซึ่งเป็นผลให้ระบบไหลเวียนเลือด การทำงานของหัวใจ และการทำงานของปอดล้มเหลว เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นในระหว่างการคลอดระยะก้าวหน้า (ระยะที่ปากมดลูกมีการขยายตัวออกเต็มที่) ในระหว่างที่มีการคลอดทารกออกมา ในระหว่างการผ่าตัดคลอด และแม้แต่ภายหลังการคลอดทารกทางช่องคลอด ซึ่งเคยมีรายงานว่าสามารถเกิดขึ้นได้หลังจากคลอดทารกไปแล้ว 48 ชั่วโมง ถึงแม้ว่าอุบัติการณ์ของการเกิด AFE นั้นจะน้อยมากคือประมาณ 1 ใน 80,000 แต่เป็นภาวะที่เป็นอันตรายต่อชีวิตของแม่และทารกเป็นอย่างมาก จากการศึกษาพบว่า 75 % ของแม่ที่รอดชีวิตมักจะมีความผิดปกติของระบบประสาท และในส่วนของทารก หากทารกยังมีชีวิตอยู่ในระหว่างที่เกิด AFE ประมาณ 70 % ทารกจะรอดชีวิตเมื่อคลอด แต่ 50% ของทารกที่รอดชีวิตมักจะได้รับผลกระทบทำให้เกิดความผิดปกติของระบบประสาท อย่างไรก็ตาม AFE เป็นภาวะที่ป้องกันไม่ได้ ทำนายล่วงหน้าได้ยากมากเนื่องจากเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด น้ำคร่ำอุดหลอดเลือด  AFE

  1. มารดามีอายุมากเมื่อตั้งครรภ์
  2. ผ่านการตั้งครรภ์และการคลอดมาหลายครั้ง
  3. มีขี้เทาของทารกปนอยู่ในน้ำคร่ำ
  4. มีบาดแผลหรือ รอยถลอกบริเวณปากมดลูก
  5. ทารกเสียชีวิตในครรภ์
  6. มดลูกมีการบีบรัดตัวอย่างรุนแรงและมีการบับรัดตัวถี่มาก
  7. ปากมดลูกเปิดออกอย่างรวดเร็วและคลอดทารกออกมาอย่างรวดเร็ว
  8. มีปริมาณน้ำคร่ำมาก
  9. มดลูกแตก
  10. มารดามีประวัติการแพ้ (ในอเมริกาพบว่าผู้ที่มีภาวะ AFE เคยมีประวัติการแพ้สูงถึง 41%)
  11. เนื้อเยื่อของทารกในครรภ์อักเสบเนื่องจากมีการติดเชื้อแบคทีเรีย
  12. ทารกมีขนาดใหญ่
  13. พบในการตั้งครรภ์ทารกเพศชายมากกว่าการตั้งครรภ์ทารกเพศหญิง
  14. ผลจากฮอร์โมน Oxytocin (ยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัด)

อาการแสดง น้ำคร่ำอุดหลอดเลือด

น้ำคร่ำอุดหลอดเลือด  ระยะเเรก  เมื่อน้ำคร่ำและเซลล์ของทารกผ่านเข้าไปในระบบไหลเวียนเลือดแม่จะมีการ เปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี ทำให้หลอดเลือดแดงปอดมีการหดตัวทำให้ความดันในปอดสูงขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจหอบเหนื่อยและความดันลดลงอย่างทันทีทันใด หลังจากนั้นอาการจะมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก ความดันในหัวใจห้องล่างขวาสูงขึ้น เซลล์เริ่มขาดออกซิเจน หัวใจล้มเหลว การหายใจล้มเหลว และไม่นานหลังจากนี้ผู้ป่วยจะเข้าสู่ภาวะโคม่า

น้ำคร่ำอุดหลอดเลือด ระยะที่2  แม้ว่าผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถรอดชีวิตจากระยะแรก แต่ประมาณ 40% ของผู้รอดชีวิตจากระยะแรกจะมีการพัฒนาไปสู่ระยะที่สองซึ่งเป็นระยะเลือดออก ผู้ป่วยอาจมีอาการหนาวสั่น ไอ คลื่นไส้ รับรสขมในปาก มีเลือดออกและมีลิ่มเลือดเกิดขึ้นในกระแสเลือดเนื่องจากระบบเลือดได้สูญเสีย ความสามารถในการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้ภาวะเซลล์ขาดออกซิเจนจะส่งผลให้ทารกในครรภ์ขาดออกซิเจนด้วย อัตราการเต้นของหัวใจของทารกจะลดลงน้อยกว่า 110 ครั้งต่อนาที จึงต้องรีบทำการคลอดโดยด่วน ภายหลังการคลอดมักพบว่ามดลูกจะมีการหดรัดตัวไม่ดีทำให้เสียเลือดมากและเสีย ชีวิตในที่สุด