เทคนิคการเริ่มอาหารเสริม 9 ข้อที่พ่อแม่ต้องอ่าน

31 July 2014
8947 view

เมื่ออายุ 6 เดือนลูกรักจำเป็นต้องกินอาหารเสริมตามวัย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เหมาะสมและจำเป็นต่อพัฒนาการ นอกจากเรื่องเมนูอาหารสำหรับลูกน้อยที่ต้องคัดสรรมาเป้นอย่างดีแล้ว ยังมีเทคนิคการเริ่มอาหารเสริมที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้ 9 ข้อด้วยกันค่ะ

1. เริ่มเมื่อร่างกายลูกพร้อมอย่าใจร้อนเริ่มเร็ว อายุที่เหมาะสมคือ เมื่อลูกน้อยครบ 6เดือน เพราะระบบย่อยอาหารของลูก ยังไม่พร้อมในการย่อยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าวหรือกล้วย อีกทั้งกระเพาะอาหารของลูกยังมีความจุน้อย การเริ่มอาหารเสริมเร็วจึงทำให้ลูกอิ่มข้าว แล้วกินนมซึ่งเป็นอาหารหลักที่เหมาะสมกับวัยได้น้อยลง

2. เรียนรู้รสชาติด้วยการเริ่มทีละอย่าง การเริ่มทีละอย่างช้วยให้ลูกสามารถจดจำและแยกรสชาติของอาหารชนิดนั้นๆได้และการเริ่มอาหารที่ละชนิดมีข้อดีอีกอย่างคือ ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตได้ว่า ลูกแพ้อาหารชนิดใดหรือไม่ แล้วจะได้หลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกกินอาหารชนิดที่ลูกแพ้ได้ถูกค่ะ

3. อย่ากังวลว่าลูกจะโตไม่ทันคนอื่นโดยการยัดเยียดอาหารที่เกินความต้องการของร่างกายลุกให้กินทีละน้อยเด็กแต่ละคนมีความจุของกระเพาะแตกต่างกัน อิ่มไม่เท่ากัน ซึ่งคุณแม่ควรจะเริ่มป้อนให้ลูกทาน 1-2 ช้อนชาก่อน เมื่อลูกมีท่าทางว่าจะรับอาหารเพิ่มได้ก็ค่อยป้อนเพิ่มได้บ้าง ซึ่งสังเกตได้จากการที่เขาไม่หันหน้าหนี หรือไม่ดุนอาหารออกจากปากค่ะ

4.เริ่มป้อนการกินผักก่อนผลไม้คุณพ่อคุณแม่อาจจะมองข้ามเรื่องนี้ไปค่ะ เพราะไม่เห็นความแตกต่างของการเริ่มผักหรือผลไม้ก่อน แต่จริงๆ แล้ว การให้ลูกน้อยเริ่มกินผักก่อน จะทำให้เขาคุ้นชินกับรสชาติของผักที่มีรสอ่อนกว่า และหวานน้อยกว่าผลไม้ แต่ถ้าให้ลูกกินผลไม้ก่อนจะทำให้เขาชินกับรสหวานของผลไม้ จนปฏิเสธที่จะกินผักได้ส่วนผักที่ควรเริ่มให้ลูกกินนั้น คุณแม่เริ่มด้วยผักนิ่มๆ มีสีสันสวยงาม รสชาติไม่หวานจัด ไม่ขม และไม่มีกลิ่นฉุน เช่น แครอต ฟักทอง หรือตำลึง โดยเอาผักมาครูดผสมกับน้ำซุป หรือต้มให้เปื่อย แล้วบดให้ลูกน้อยกินก็ได้ค่ะ

5. ป้อนไข่แดงก่อนไข่ขาวเสมอบ่อยครั้งที่คุณพ่อคุณแม่มักสับสนค่ะว่า จะให้ลูกกินไข่แดงก่อนไข่ขาว หรือไข่ขาวก่อนไข่แดง หรือจะให้กินทั้งฟองดี เริ่มแรกควรจะให้ลูกกินเพียงไข่แดงค่ะ เพราะเบบี๋อาจจะแพ้โปรตีนที่มีในไข่ขาวได้มากกว่าไข่แดง ถึงแม้ว่าจะผ่านกรรมวิธีในการปรุงให้สุกแล้วก็ตาม อีกทั้งไข่ขาวยังย่อยยากกว่าไข่แดงอีกด้วยไข่แดงที่คุณแม่จะให้ลูกกินควรปรุงให้สุกเสียก่อน เพราะการกินที่ยังไม่สุกดีหรือที่เรียกกันว่า “ยางมะตูม” นั้นจะย่อยยากกว่าไข่ที่สุก และเมื่อลูกอายุประมาณ 7 เดือน คุณแม่จึงค่อยให้ลูกลองกินไข่ทั้งฟองค่ะ แต่ถ้าเขามีอาการแพ้มีผื่นขึ้น ก็เลี่ยงการกินไข่ทั้งฟอง และค่อยทดลองให้ลูกกินอีกครั้งเมื่ออายุ 1 ขวบไปแล้ว

6. อุ่นอาหารให้ถูกหลักอนามัย มีคำถามจากคุณแม่หลายคนค่ะว่า การทำอาหารเสริมให้ลูกสามารถทำเผื่อมื้ออื่นๆ ได้หรือไม่ จริง ๆ แล้วแนะนำให้ทำกินเป็นมื้อ ๆ ค่ะ เพราะจะได้ไม่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ที่อาจจะทำให้ลูกท้องเสียได้ แต่ถ้าคุณแม่ไม่มีเวลาก็สามารถทำอาหารบางอย่าง เช่น ข้าวต้ม หรือน้ำสต็อกเผื่อไว้ได้ แต่ต้องแบ่งเข้าแช่ในตู้เย็นเป็นถุงๆ กะว่าให้ลูกกินถุงละ 1 มื้อ เพื่อป้องกันการอุ่นซ้ำให้สูญเสียสารอาหารส่วนการอุ่นนั้น คุณแม่สามารถอุ่นด้วยเตาไมโครเวฟได้ค่ะ แต่ต้องระวังอาหารจะไม่อุ่นเท่ากัน เพราะเตาไมโครเวฟไม่สามารถกระจายความร้อนได้ทั่วถึง คุณแม่จะต้องเอาอาหารออกมาคลุกเคล้า แล้วอุ่นต่อหลายครั้งอาหารจึงจะสุกทั่วกันได้

7. ทำน้ำผลไม้เองดีที่สุด การให้ลูกดื่มน้ำผลไม้จะช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย แต่น้ำผลไม้ที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดคือ น้ำผลไม้ที่คุณแม่คั้นเองสดๆ เพื่อรักษาวิตามินในผลไม้ และปราศจากเชื้อโรค มั่นใจได้ว่าลูกกินแล้ว จะไม่ท้องเสียสำหรับน้ำผลไม้คุณแม่ควรให้กินทันที เมื่อคั้นเสร็จหรือไม่ควรเกิน 15 นาทีหลังคั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคมีโอกาสปนเปื้อนน้ำผลไม้ ปริมาณของน้ำผลไม้ที่จะให้ลูกกินนั้นไม่ควรเกิน 3-4 ออนซ์ต่อวัน เนื่องจากในน้ำผลไม้มีน้ำตาลเยอะ จึงต้องคอยระวังเรื่องปัญหาฟันผุ และการได้รับน้ำตาลมากเกินไปด้วย

8. ไม่ปรุงรสชาดอาหาร  ซีอิ๊ว น้ำตาล น้ำปลา หรือเกลือ ไม่จำเป็นสำหรับอาหารเสริมของเบบี๋เลยค่ะ เพราะอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งรสชาติใดรสชาติหนึ่งมากเกินไป จะทำให้ลูกติดและชินกับการที่จะกินอาหารรสนั้น แล้วเมินอาหารรสธรรมชาติ และการปรุงรสมากเกินไป ยังทำให้ร่างกายของลูกได้รับโซเดียม หรือน้ำตาลมากเกินความต้องการของร่างกาย จนทำให้เกิดโรคอ้วนหรือโรคต่าง ๆ ตามมาด้วย

9. เลือกป้อนปลาน้ำจืด

ปลาอาหารสมองชั้นเยี่ยมของลูกรักปลาที่เหมาะสำหรับอาหารเสริมเบบี๋ที่สุดคือปลาน้ำจืด เช่น ปลานิล ปลา ทับทิม หรือปลาช่อนค่ะ เพราะปลาเหล่านี้ เป็นปลาที่มีเนื้อนิ่ม ก้างใหญ่ บดให้ละเอียดง่าย อย่างปลาช่อนถือเป็นปลาน้ำจืดที่มีโอเมก้า 3 มากที่สุดในบรรดาปลาน้ำจืดด้วยนะคะ ส่วนปลาน้ำเค็มนั้น คุณแม่ควรให้ลูกเริ่มกินเมื่ออายุ 10 เดือนขึ้นไปค่ะ เพราะเบบี๋วัยเริ่มอาหารเสริม มีความเสี่ยงที่จะแพ้โปรตีนในปลาทะเลง่ายกว่าปลาน้ำจืดค่ะ

 

  • No tag available

บทความที่เกี่ยวข้อง