โรคร้ายที่พบในเด็กแต่ละช่วงวัย ที่พ่อแม่ต้องใส่ใจและรู้เท่าทันโรค

02 April 2017
1739 view

โรคของเด็ก มักแตกต่างจากผู้ใหญ่ เพราะอวัยวะต่างๆในร่างกายของเด็กยังคงเจริญเติบโตเรื่อยๆตามช่วงวัย ภูมิคุ้มกันโรคที่มีย่อมต่ำกว่า และมักมีความรุนแรงมากกว่าผู้ใหญ่ หากเจ็บป่วยและได้รับการดูแลรักษาที่ไม่ดีจะส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กได้อีกด้วย วันนี้ mamaexpert นำโรคต่างๆที่ตรวจพบในเด็กแต่ละช่วงวัย โดย  นพ.วีระกิจ หิรัญวิวัฒน์กุล กุมารแพทย์ ประจำศูนย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลนนทเวชที่จะมามาฝากพ่อคุณแม่มือใหม่ ตามนี้ค่ะ 

วัยทารกแรกเกิด

  1. โรคราลัสซีเมีย หรือโลหิตจาง
    โรคที่สามารถถ่ายทอดได้จากพ่อแม่ที่มาสู่ลูก หากเกิดกับทารก อาการของโรคอาจรุนแรงจนเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์หรือเมื่อคลอดเพียง 1 - 2 ชั่วโมงโดยส่วนใหญ่มักมีอาการเพียงเล็กน้อย ตัวซีดลงเมื่อมีไข้ จะสามารถสังเกตุอาการได้ตั้งแต่อายุเพียง 2 - 3 เดือนแรก หากรุนแรงมาก ตาจะเหลือง อ่อนเพลีย ม้ามและตับโต กระดูกใบหน้าเปลี่ยนรูป จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
  2. ดาวน์ซินโดรม
    โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม และเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของภาวะปัญญาอ่อน ลักษณะของเด็กดาวน์ซินโดรมจะมีศีรษะค่อนข้างเล็ก แบบ และตาเฉียงขึ้น ดั้งจมูกแบน ปากเล็ก ตัวเตี้ย อาจเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือโรคลำใส้อุดตันตั้งแต่แรกเกิดโดยเฉพาะคุณแม่ตั้งครรภ์วัย 35 ขึ้นไป มีความเสี่ยงต่อลูกน้อยเป็นดาวน์ซินโดรมสูงถึง 1 ใน 270 ราย ป้องกันได้โดยการตรวจเลือดคุณแม่หาความผิดปกติของทารกในครรภ์

  3. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
    ทารกที่มีหัวใจพิการแต่กำเนิดแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ หัวใจพิการชนิดมีภาวะตัวเขียว และชนิดไม่มีภาวะตัวเขียว อาการที่พบและทำให้สงสัยว่าอาจมีโรคหัวใจ เช่น ริมฝีปากเขียว หายใจแรงและเร็ว ซี่โครงบาน หน้าอกบุ๋ม เหนื่อยง่าย หายใจแรง ตัวเย็น มือเท้าเย็น ซีดแบบเฉียบพลัน ทารกบางรายแพทย์อาจตรวจพบว่ามีโรคหัวใจผิดปกติ ซึ่งอาจตรวจไม่พบและแสดงอาการชัดเจนในช่วงหลังก็ได้

วัยเตาะแตะ (อายุ 1-3 ปี)

  1. โรคท้องเสีย หรืออุจจาระร่วง
    โรคท้องเสีย เกิดขึ้นเพราะลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อโรต้าไวรัส เป็นเชื้อไวรัสตัวร้าย ที่อยู่รอบๆลูกน้อย อาจแฝงอยู่กับของเล่น อาหาร หรือของใช้ใกล้ตัวเด็กที่ไม่สะอาด หากเด็กได้รับเชื้อนี้เข้าไป อาจมีอาการ ท้องเสีย อาเจียน บางรายมีไข้สูง โดยเฉพาะทารกอายุต่ำกว่า 2 ปี จะทำให้อุจจาระร่วงเฉียบพลัน ดังนั้นควรดูแลเรื่องการรับประทางอาหารของลูกน้อยให้สะอาดและปลอดภัย พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกน้อยด้วยวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้า โรคปอดบวมและไอพีดี

  2. โรคปอดบวมและไอพีดี
    โรคปอดบวมเป็นโรคติดเชื้อชนิดรุนแรงที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ "นิวโมคอคคัส" ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดและเยื้อหุ้มสมอง ซึ่งมีความรุนแรงอาจทำให้เด็กพิการ หรือเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุตำกว่า 2 ปี หากติดเชื้อที่ระบบประสาท เช่น เยื้อหุ้มสมองอักเสบ เด็กจะมีไข้สูงปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน และชักได้่ส่วนการติดเชื้อในกระแสเลือดเด็กจะมีไข้สูง อาจรุนแรงทำให้ช็อกและเสียชีวิตได้ รวมทั้งมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นหลายเท่าหากเด็กมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องร่วมด้วย เช่น เด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เด็กที่เป็นโรคหัวใจ เป็นต้น

  3. สมาธิสั้น
    เด็กในวัยแรกเกิด ถึง 6 ปี เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดสำหรับพัฒนาการของเด็กซึ่งการเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือ การกระตุ้นโดยพ่อแม่เป็นผู้สอน ดังนั้นการปล่อยให้ลูกดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์นานๆ อาจทำให้เด็กมีพัฒนาการไม่สมวัย เด็กจะมีสมาธิและความจดจ่อแย่ลง จนอาจทำให้เกิดโรคความจดจ่อเสื่อมหรือสมาธิสั้น

เด็กก่อนวัยเรียน (อายุ 4-6 ปี)

  1. ไข้เลือดออก
    โรคติดเชื้อที่พบบ่อยในเด็กอายุ 2-10 ปี มักระบาดในฤดูฝน ในระยะแรกลูกน้อยจะมีตัวร้อนจัด หน้าและลำตัวแดง ปวดหัว ปวดท้อง อาเจียน ซึมเบื่ออาหาร และมีจุดแดงๆ คล้ายยุงกัดขึ้นบริเวณแขน ขา ใบหน้า หรือตามลำตัว ในบางรายอาจมีอาการช็อก หากรุนแรงมากอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นพ่อแม่ควรดูและเอาใจใส่เป็นอย่างดี หากมีไข้ควรเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นหรือ น้ำธรรมดา ให้ดื่มน้ำบ่อยๆ เช่น น้ำหวาน น้ำผลไม้ หรือน้ำตาลเกลือแร่ และควรรีบพาไปพบแพทย์

  2. ไอกรน
    โรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ติดต่อกันได้ง่ายจากการไอ จาม รดกันโดยตรง พบได้บ่อยในเด็ก โดยส่วนใหญ่ติดเชื้อมาจากผู้ใหญ่ในครอบครัว มักมีอาการไอแบบซ้อนติดๆกัน 5-10 ครั้ง หรือมากกว่านั้นจนเด็กหายใจไม่ทัน จึงหยุดไอ และมีอาการหายใจเข้าลึกๆ เป็นเสียงวู้ป สลับกันไปกับการไอเป็นชุดๆ จึงมีชื่อเรียกว่า "โรคไอกรน" บางครั้งอาการอาจจะเรื้อรังนานเป็นเวลา 2-3 เดือน แต่สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนร่วมกับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบและบาดทะยัก ตั้งแต่เด็กอายุได้ 2-3 เดือน

เด็กก่อนวัยเรียน (อายุ 7-12 ปี)

  1. ภูมิแพ้แม้จะไม่ใช้โรคติดต่อที่อันตรายถึงชีวิต แต่มักพบบ่อยในเด็ก สาเหตุหลักคือ พันธุกรรม รองลงมาคือ สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก นับวันยิ่งพบมากขึ้น เพราะเด็กสมัยนี้อยู่กับธรรมชาติน้อยลง และมีโอกาสสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ได้มากอาการที่สังเกตได้ คือ จามบ่อย มีน้ำมูกใสๆ ยิ่งถ้ามีอาการรุนแรงมาก เช่น ไอเจ็บคอบ่อย เหนื่อยง่าย หายใจไม่สะดวกขณะนอนหลับ ทำให้นอนหลับไม่สนิทส่งผลต่อการเรียน แบบนี้ควรรีบพามาให้คุณหมอตรวจ เพื่อจะได้แนะนำวิธีดูแลตนเองต่อไป

  2. โรคหวัดโรคหวัดแพร่กระจายได้ง่ายจากสัมผัสกับละอองน้ำลายในอากาศจากการไอหรือจาม ในเด็กเล็กจะมีไข้ จาม คัดน้ำมูกไหล และหายใจลำบาก ส่วนเด็กโตจะมีอาการเจ็บคอ อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร หากตัวร้อน ซึม หายใจเร็วและแรงจนชายโครงบุ๋ม หรือหอบ อาจเป็นโรคปอดบวมร่วมด้วย ดังนั้นพ่อแม่ควรเช็ดตัวและให้ยาลดไข้จำพวกพาราเซตามอลในปริมาณที่ระบุในฉลาก ดื่มน้ำมากๆหากลูกน้อยคัดจมูกควรใช้น้ำเกลือหยอด และดูดน้ำมูกออกจะช่วยให้เด็กสบายขึ้น หากไข้ยังไม่ลดหรืออาการทรุดลง ควรรีบพาไปพบแพทย์

เด็กโต (13 ปีขึ้นไป)

  1. ปัญหาช่องปากและฟัน
    จากวัยเด็กเข้าสู่วัยหนุ่มสาว มักเกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งรูปร่างและฮอร์โมนเพศ เช่น สูงขึ้น เสียงแตก เริ่มมีสิว รวมถึงมีฟันแท้ขึ้นครบทั้งปาก ดังนั้นการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะฟัน คือ ส่วนประกอบสำคัญที่สร้างรอยยิ้ม จึงควรลดอาหารพวกแป้งน้ำตาล รวมทั้งแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อหรืออย่างน้อยวันละ 2 ครั้งทุกวันทั้งเช้า - ก่อนนอน รวมทั้งพบทันตแพทย์ตรวจฟันอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

โรคของเด็กอาจไม่เป็นเรื่องเล็กๆของพ่อแม่อีกต่อไป การดูแลเอาใจใส่ลูกน้อยมีภูมิคุ้มกัน ไม่เจ็บป่วยง่าย ร่างกายแข็งแรงย่อมเป็นสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนต้องการ

ขอบคุณที่มา : Healthy Living  บทความโดย  นพ.วีระกิจ หิรัญวิวัฒน์กุล กุมารแพทย์ ประจำศูนย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลนนทเวช

บทความที่เกี่ยวข้อง