พัฒนาการทางสมองของลูกน้อยในครรภ์ ต้องกระตุ้นเมื่อไหร่ จึงจะเหมาะสม

08 October 2016
6604 view
พัฒนาการทางสมองของลูก ต้องกระตุ้นเมื่อไหร่ จึงจะเหมาะสม

คุณแม่ทุกคนล้วนอยากให้ลูกรักสมองดี ฉลาดสมวัย แต่ไม่รู้ว่าต้องเริ่มเมื่อไหร่ถึงจะเหมาะสม เพราะบางครั้งการกระตุ้นที่มากไป ก็ให้ผลลบกับลูกได้ วันนี้ Mamaexpert มีคำแนะนำเกี่ยวกับการกระตุ้นพัฒนาการทางสมองขอลูกมาฝากค่ะว่าต้องเริ่มเมื่อไหร่และทำอย่างไร 

พ่อแม่ควรกระตุ้นพัฒนาการสมองของลุกเมื่อไหร่ 
นับจากวันที่เกิดการปฏิสนธิ เซลล์ต่างๆของตัวอ่อนเริ่มสร้างไปพร้อมๆกับเซลล์อวัยวะอื่นๆของตัวอ่อนในครรภ์ เซลล์ประสาทของลูกน้อยในครรภ์จะเริ่มส่งสัญญาณไปยังอวัยวะเ้าหมายต่างๆได้เมื่ออายุครรภ์ 8 สัปดาห์ขึ้นไป
จนกระทั่งคลอดออกมาจากท้องแม่ และมีอายุครบ 2 ขวบ หลังจากนั้นพัฒนาการทางสมองของลูกจะลดลง แต่ยังคงพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นทารกในครรภ์ 8 สัปดาห์ขึ้นไป จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการกระตุ้นพัฒนาการทางสมองของลูก

กระตุ้นสมองของลูกรักอย่างไร ให้ฉลาด


ปกติแล้วความฉลาดของเด็กแต่ละคนแตกต่างกันออกไปตามพันธุกรรม อาหารที่ได้รับ และสิ่งแวดล้อมรอบตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนกระทั่งคลอดออกมาแล้ว หลักๆแล้วความฉลาดสามารถถ่ายทองผ่านรหัสพันธุกรรมได้โดยตรง พ่อแม่ฉลาด ลูกย่อมมีโอกาสฉลาดตามพ่อแม่ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่ฉลาดสามารถพัฒนาความฉลาดให้ลูกได้ ด้วยอาหาร และการกระตุ้นที่เหมาะสมตามอายุครรภ์ ดังนี้

1. ขณะตั้งครรภ์ทำอารมณ์ให้ดีอยู่เสมอ เพราะหากแม่มีความสุข ฮอร์โมนแห่งความสุข เอนดอร์ฟิน (endorphin) สามารถถ่ายทอดฝ่านรกไปสู่ลูกได้  เอนดอร์ฟิน (endorphin)นี้ ส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาการทางสมอง (I.Q.) และพัฒนาการทางอารมณ์(E.Q.)โดยตรง ทำให้ลุกสมองดี เช่นเดียวกันหากช่วตั้งครรภ์คุณแม่มีความเครียดสูง อามรณ์ไม่ดีอยู่บ่อยๆ ร่างกายจะหลั่งสารแห่งความเครียดที่เรียกว่า อะดรีนาลิน (adrenalin) ออกมาผ่านไปยังลูก ผลดังกล่าวจะทำให้ลูกคลอดออกมาเด็กงอแง เลี้ยงยาก พัฒนาการช้าได้ 

2.กระตุ้นสมองลุกด้วยเสียงเพลง
ไม่จำเป็นว่าต้องเป้นเพลงโมสาร์ท หรือเพลงคลาสสิค จะเป็นเพลงอะไรก็ได้ที่คุณแม่ฟังแล้วผ่อนคลายและมีความสุข อายุครรภ์5เดือนเป้นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะระบบประสาทการได้ยินของทารกในครรภ์เริ่มทำงานได้ดีแล้ว ท้องคุณแม่ควรอยู่ห่างจากแหล่งกำเนิดเสียงประมาณ 1 ฟุต เปิดในระดับที่ได้ยินเบาๆ คลื่นเสียงจากเพลงจะไปกระตุ้นให้ระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินมีการพัฒนาระบบการทำงานได้เร็วขึ้น ทำให้เมื่อลูกคลอดออกมา มีความสามารถในการจัดลำดับความคิดในสมอง รู้สึกผ่อนคลาย และจดจำสิ่งต่างๆได้ดี

3.ส่องไฟที่หน้าท้อง
คุณแม่ควรเริ่มเมื่ออายุครรภ์7เดือนขึ้นไป แสงจากไฟฉายกระตุ้นให้เซลล์สมองและเส้นประสาทส่วนรับภาพและการมองเห็นมีพัฒนาดีขึ้นและเตรียมพร้อมสำหรับการมองเห็นภายหลังคลอดได้เป้นอย่างดี

4.รับประทานอาหารที่มีสารบำรุงสมอง
  เนื้อสมองของลูกน้อยมีไขมันเป้นองค์ประกอบ โดยเฉพาะไขมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเป็นองค์ประกอบถึงร้อยละ 60 กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ความสำคัญต่อพัฒนาการสมองของลูกน้อยในครรภ์คือ กรดไขมันที่มีชื่อว่า ดีเอ็ช เอ (DHA) ซึ่งมีมากในอาหารปลาพวกปลาทะเลและสาหร่ายทะเล และ เออาร์เอ (ARA) ซึ่งมีมากในอาหารพวกน้ำมันพืช เช่น น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันเม็ดทานตะวัน และน้ำมันข้างโพดหากคุณแม่เลือกรับประทานอาหารดังกล่าวเป้นประจำ ร่างกายของลูกน้อยก็ได้รับสารอาหารสำคัญในการสร้างเซลล์สมองให้เเข็งแรง พร้อมต่อเรียนรู้

5.พูดคุยกับลูก  
คุณแม่ควรแบ่งเวลาพูดคุยกับลูกในครรภ์พร้อมกับลูบท้องเบาๆ ลูกน้อยสามารถจดจำเสียงของคุณแม่ได้ หลังคลอดออกมา หากลูกน้อยโยเย แค่คุณแม่ส่งเสียงหรือพูดประโยคเดิมที่เคยคุยกับเขาเมื่อครั้งยังอยู่ในท้อง ลูกรักก็จะเงียบ !!!เพราะจำเสียงนั้นได้ ( จริงๆนะคะ )

6.ออกกำลังกาย
ขณะคุณแม่ออกกำลังกาย ร่างกายเคลื่อนไหวไปมา ผนังมดลุกกระทบกับลูกน้อยในครรภ์ กระตุ้นระบบประสาทสัมผัสให้ลูกน้อยได้เป้นอย่างดี 


พัฒนาการทางสมองของลูก ต้องกระตุ้นเมื่อไหร่ จึงจะเหมาะสม

ความฉลาดของลูกสร้างได้ด้วยมือแม่ ถึงแม้คุณพ่อคุณแม่ จะไม่ใช่คนฉลาด หากกระตุ้นลูกอย่างเหมาะสม ลูกรักฉลาดได้แน่นอน คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ รีบลงมือกระตุ้นเซลล์สมองลูกตั้งแต่วันนี้เลยนะคะ 

Mamaexpert Tips:
พิสูจนแล้วว่า “พรีไบโอติก” และ “โพรไบโอติก” ที่ลูกได้รับจากนมแม่ มีส่วนสำคัญในการสร้างระบบภูมิต้านทานให้ลูกน้อยวัยแรกเกิด โดยเฉพาะลูกผ่าคลอดที่ยิ่งต้องได้รับให้เร็วที่สุด เพื่อเร่งสร้างภูมิต้านทานตั้งต้นที่ลูกไม่ได้รับจากช่องคลอดของแม่ ซึ่งการสร้างสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร จะช่วยป้องกันเชื้อก่อโรคที่อาจปนมากับอาหาร อากาศ สิ่งที่ลูกสัมผัสเข้าปาก ลดโอกาสการเจ็บป่วย การเป็นภูมิแพ้ให้ลูกได้ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมและวิธิการกระตุ้นการให้นมแม่เพื่อลูกน้อยได้ที่นี่

บทความที่เกี่ยวข้อง