ชนิดของยาลดไข้สำหรับเด็ก อายุต่ำกว่า 6 ปี แม่ต้องรู้

06 March 2015
11041 view
ยาลดไข้ สำหรับเด็ก

เมื่อร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณภูมิ คือมีอุณหภูมิกายที่สูงขึ้น  วัดได้ 37.5 องศาเซลเซียส  ขึ้นไป ทางการเเพทย์ เรียกว่ามีไข้  การลดไข้ให้ได้ผลดีนั้น ไม่ใช่ยา แต่เป็นการพาความร้อนร้อนออกจากร่างกายนั่นก้คือ การเช็ดตัวลดไข้  แต่บางครั้ง อุณหภูมิกายสูงมากขึ้นเรื่องยๆ คือ อุณภูมิมากกว่า 37.8 ขึ้นไป ต้องอาศัยทั้งการเช็ดตัว ควบคู่ไปกับการรับประทานยาลดไข้ไปด้วย จึงจะสามารถลดอุณภูมิให้กลับเข้สู่ภาวะปกติได้ คือน้อยกว่า 37.5 องศาเซลเซียส  การใช้ยาลดไข้ สำคัญมากที่คุณแม่จะต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ เพราะยาลดไข้ที่ใช้อยู่ทางการแพทย์ นั้นมี อยู่ทั้งหมด 3 กลุ่มด้วยกันดังนี้

  1. ยาลดไข้กลุ่มยาพาราเซตามอล
  2. ยาลดไข้กลุ่มแอสไพริน
  3. ยาลดไข้กลุ่ม ไอบิวโพรเฟ่น

1. ยาลดไข้สำหรับเด็ก พาราเซตามอล 
ยาพาราเซตามอล เป็นยาที่ปลอดภันสูงสุดสำหรับเด็กเล็ก ให้ในเด็กที่มีไข้ ตั้งแต่ 37.8 องศาเซลเซียสขึ้นไป หรือตามดุลยพินิจของแพทย์  ในกลุ่มเด็กเล็กมักรับประทานชนิดน้ำเชื่อมรสหวานแต่งกลิ่นผลไม้ มีหลายรสให้เลือกแล้วแต่ยี่ห้อของยา รับประทานง่าย
images-1-horz

สรรพคุณยาลดไข้พาราเซตามอล
ช่วยลดไข้ และบรรทเทาอาการปวดต่างๆ เช่นปวดศีรษะ

วิธีรับประทาน 

รับประทานเมื่อมีอาการห่างกัน 4 – 6 ชั่วโมง  หรือใช้ยานี้ตามวิธีใช้ที่ระบุบนฉลากยาอย่างเคร่งครัดห้ามใช้ยาในขนาดที่มากหรือน้อยกว่าที่ระบุ และหากมีข้อสงสัยใดให้สอบถามแพทย์หรือเภสัชกรรับประทานยานี้ได้ทั้งก่อนหรือหลังอาหาร แต่ควรรับประทานเหมือนกันทุกครั้งและควรรับประทานยาให้ตรงเวลาทุกครั้ง

ขนาดรับประทาน

ขนาดยาของพาราเซตามอลในเด็กจะต่างกันขึ้นอยู่กับอายุและน้ำหนักตัวของเด็ก สำหรับชนิดน้ำที่นิยมใช้มี

  • ขนาด 120 มก. ต่อ ช้อนชา ( 5 ซีซี )
  • ชนิดหยดขนาด 10 มก. ต่อ 0.1 ซีซี

การใช้ยาต้องใช้ขนาดตามที่แพทย์สั่ง และระมัดระวังในเรื่องการใช้อุปกรณ์ตวงยา โดยเพราะยาน้ำชนิดหยดเนื่องจากมีความเข้มข้นสูง จะต้องใช้หลอดดูดยาที่กำหนดให้เท่านั้น

ข้อควรระวังในการใช้ยา 

  • สำหรับทารกและเด็กเล็ก ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยานี้
  • สำหรับเด็ก ห้ามรับประทานยานี้ติดต่อกันเกิน 3-5 วัน เว้นแต่แพทย์สั่ง

2. ยาลดไข้สำหรับเด็กกลุ่ม แอสไพริน

bayer-low-dose-aspirin-pain-reliever-81-300x300-horz

สรรพคุณของยากลุ่ม แอสไพริน
ลดไข้ แก้ตัวร้อน แก้อาการปวดทุกชนิด เช่น ปวดหัว ปวดหู ปวดตา ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดข้อ ประจำเดือน ปวดแผล เป็นต้น มีฤทธิ์เป็นยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ ใช้แก้อาการปวดข้อ ข้ออักเสบ และยัง ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดสมอง และหัวใจได้ด้วย

วิธีรับประทาน
รับประทานเวลามีอาการ ถ้าไม่หาย ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ควรกินหลังอาหารหรือพร้อมนม และดื่มน้ำตามมาก ๆ

ขนาดรับประทาน

 การให้แอสไพรินในเด็ก 1 ปีขึ้นไปมีข้อกำหนดดังนี้

  • น้อยกว่า 1 ปีห้ามรับประทานโดยเด็ดขาด
  • เด็กอายุ 1-5 ปี ให้เบบี้แอสไพริน (75 มก.) ครั้งละ 1 เม็ดต่ออายุ 1 ปี (เช่น อายุ 1 ปีให้ 1 เม็ด , 2 ปีให้ 2 เม็ด)
  • เด็ก 1 ปีขึ้นไป  ให้แอสไพริน (325 มก.) ขนาด 1/4 เม็ด ต่ออายุ 1 ปี
  • เด็กอายุ 5-10 ปี ให้แอสไพรินครั้งละ 1 – 1 1/2 เม็ด
    กินเวลามีอาการ ถ้าไม่หาย ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ควรกินหลังอาหารหรือพร้อมนม และดื่มน้ำตามมาก ๆ

ข้อควรระวังในการใช้ยา 

  • อาจทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร แผลในกระเพาะ ปวดท้อง ระคายเคืองกระเพาะอาหาร หากรุนแรงกระเพาะอาหารอาจทะลุได้
  • เป็นผื่น ลมพิษ
  • อาเจียน
  • งดใช้ในเด็กต่ำกว่า 1 ปี อาจทำให้เลือดออกง่าย งด
  • ใช้ในเด็กต่ำกว่า 12 ปี ที่เป็นไข้หวัดใหญ่
  • ยับยั้งการเเข็งตัวของเลือดส่งผลให้เลือดออกง่าย

3.ยาลดไข้สำหรับเด็ก กลุ่มไอบูโปรเฟน (Ibuprofen )

Nurofen-for-Children-syr-100-mg_5-mL6002PPS0-281x300-horz

สรรพคุณของยากลุ่มไอบูโปรเฟน (Ibuprofen )
ตามจริงแล้ว ยาไอบิวโพรเฟน จัดเป็นยาบรรเทาอาการปวดมากกว่าการลดไข้  แต่ปัจจุบันได้น้ำมาใช้ลดไข้ด้วย เนื่องจากตัวยา มีสรรพคุณช่วยลดไข้ได้เช่นกัน แต่ใช้ในบางกรณีเท่านั้น

วิธีรับประทาน

  • เป็นยาชนิดน้ำเชื่อมแนะนำให้ใช้ได้ในเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป

ขนาดรับประทาน

  • ตามน้ำหนักและอายุต้องเป็นแพทย์ หรือเภสัชกรเป็นผู้จ่ายยาเท่านั้น

ข้อควรระวังในการใช้ ยา

  •  ทำให้กระเพาะอักเสบ
  • ไตทำงานลดลง
  • เลือดออกง่ายเนื่องจากต้านการแข้งตัวของเลือด
  • ต้องระมัดระวังหรือไม่ใช้เลยในรายที่มีอาการขาดน้ำเพราะส่งผลให้ไตวายได้
  • มีโอกาสเป็นไข้เลือดออกจากการใช้ยา

ยาลดไข้สำหรับเด็ก ทั้ง 3 ชนิด นี้ สามารถช่วยบรรเทาอาการไข้ของลูกได้ แต่ต้องให้ตามขนาดที่เหมาะสมกับน้ำหนักและอายุ  คุณแม่ควร อ่านฉลากยา ให้เข้าใจ หรือ ฟังคำอธิบายการใช้ยาจากกุมารแพทย์ หรือเภสัชกรให้เข้าใจ เพราะยาแต่ละชนิดมีผลเสียหากใช้ไม่ถูกวิธี  ไม่ควรใช้ยาเพื่อป้องกัน ควรใช้ยาเมื่อมีอาการเท่านั้น

บทความที่เกี่ยวข้อง