วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ

23 January 2013
965 view

วัคซีนป้องกันตับอักเสบเอ

โรคตับอักเสบเอ เป็นโรคติดต่อทางเดินอาหารที่เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ สามารถแพร่กระจายได้รวดเร็ว โดยทางอาหารและน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนเชื้อนี้ ไวรัสตับอักเสบ เอ มีความคงทนต่อความร้อนและความเย็นได้ดี อาหารและน้ำที่ไม่ได้ทำให้สุกสะอาดจริงๆ เช่น การลวก การแช่แข็ง จะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสตับอักเสบเอได้ และประชากรส่วนใหญ่ในโลก โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปี ลงมาจะยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ เนื่องจากการที่มีสุขอนามัยที่ดี ทำให้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อ และทำให้เกิดการระบาดได้ ดังที่ได้เห็นการระบาดในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัยบางแห่ง ฯลฯ ที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ที่เรียกว่า ดีซ่าน และในบางรายอาจมีผลแทรกซ้อนทำให้เกิดตับวาย และเสียชีวิตได้ (ประมาณ 3 ใน 1,000 ราย)

วัคซีนป้องกันตับอักเสบเอ ที่มีใช้กันเป็นวัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต ฉีด 2 ครั้ง ห่างกันในช่วง 6-12 เดือน

การฉีดวัคซีนไม่ทำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนป่วยเป็นโรคตับอักเสบ เป็นวัคซีนที่มีผลข้างเคียงน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นแค่เจ็บตรงบริเวณที่ฉีดเล็กน้อย ไม่ค่อยมีรายงานเรื่องไข้ ฯลฯ และสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบเอในผู้ที่ได้รับวัคซีน เมื่อฉีดครบ 2 เข็ม ได้เป็นอย่างดี

ภูมิคุ้มกันที่ได้จากวัคซีนจะอยู่ติดตัวไปตลอด

วัคซีนนี้สามารถฉีดให้ได้ในเด็กตั้งแต่อายุ 2 ปี ขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กมักจะเริ่มออกไปทานอาหารนอกบ้าน หรือกำลังเตรียมที่จะไปเข้าเรียนเตรียมอนุบาล ฯลฯ ซึ่งทำให้มีโอกาสสัมผัสเชื้อได้ง่ายขึ้น ในผู้ใหญ่ (เช่น คุณพ่อคุณแม่) ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ นี้ ก็สามารถฉีดวัคซีนนี้ได้เช่นกัน โดยจะมีขนาดวัคซีนที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งต้องฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 6-12 เดือนเช่นกัน ซึ่งในรายที่มีปัญหาโรคตับ เช่น เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบ บี หรือมีปัญหาโรคตับประเภทอื่นอยู่แล้ว ก็ควรพิจารณาฉีด โดยปรึกษาแพทย์ประจำตัว เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนเช่นตับวาย ในกรณีที่เกิดการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอขึ้น ถึงแม้ว่าการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอในเด็กมักจะเป็นแบบไม่มีอาการป่วยอะไรมาก กล่าวคือ ไม่ค่อยมีอาการดีซ่าน แต่พบว่าเด็กเองสามารถเป็นหนึ่งในวงจรที่สำคัญในการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ ในชุมชนได้ ในปัจจุบันยังไม่มียาพิเศษในการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ เอนี้ จึงต้องอาศัยการสร้างภูมิคุ้มกันให้เกิดขึ้น โดยการให้วัคซีน หรือในรายที่ติดเชื้อมาแล้วและมีอาการตับอักเสบ ก็ต้องดูแลรักษาให้พ้นระยะติดต่อและการอักเสบของตับ จนกว่าภูมิคุ้มกันของคนไข้จะมีขึ้นต่อเชื้อนี้ หลังจากหายเป็นปกติจึงจะปลอดภัย ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจเกิดความสับสน ก็คือ คิดว่าการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บีแล้ว จะสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ ไปด้วย ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะในทางการแพทย์แล้ว ไวรัสตับอักเสบแต่ละชนิดจะมีลักษณะและความจำเพาะในตัวเอง การฉีดวัคซีนสำหรับเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ก็จะเกิดภูมิคุ้มกันเฉพาะเชื้อตับอักเสบ บี เท่านั้น จะไม่ได้ป้องกันเชื้อตับอักเสบ เอ ไปด้วย จึงจำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ ในกรณีที่ต้องการภูมิคุ้มกันสำหรับตับอักเสบ เอ

 

บทความที่เกี่ยวข้อง