โรคคาวาซากิ โรคอันตรายในเด็กที่แม่ต้องรู้ ที่แม่ต้องเช็ค!!!

22 November 2017
4372 view

สารบัญโรคคาวาซากิ

  1. โรคคาวาซากิ
  2. สาเหตุการเกิดโรคคาวาซากิ
  3. อาการของโรคคาวาซากิ
  4. วิธีการักษาโรคคาวาซากิ
  5. ป้องกันโรคคาวาซากิได้หรือไม่

โรคคาวาซากิ 

หรือที่เรียกกันว่า โรคหัดญี่ปุ่น พบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2504 โดย นายแพทย์ TomisakuKawasaki ที่ประเทศญี่ปุ่น และตั้งชื่อว่า Mucocutaneous Lymph Node Syndrome ( MCLS ) พบมากในเด็กอายุน้อยกว่า 4 ปี พบมากที่สุดในช่วงอายุ 1 – 2 ปี และได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรคคาวาซากิ เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบครั้งแรก บางคนเรียกหัดญี่ปุ่นตามแหล่งค้นพบ

ระบาดวิทยาของโรคคาวาซากิ

อุบัติการของโรคนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด โดยพบมากแถบเอเชีย โดยเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่น แต่สำหรับในประเทศไทยก็พบมากขึ้นเรื่อยๆ โดยโรคนี้จะพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง (ประมาณ 2:1) โดยเฉพาะในช่วงอายุ 1-2 ปี พบบ่อยที่สุด โรคนี้มีโอกาสเกิดในครอบครัวเดียวกัน(พี่น้อง)ได้ โดยเมื่อคนหนึ่งเป็นอีกคนจะมีโอกาสเป็นมากกว่าเด็กทั่วๆ ไปและเด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้อาจเกิดเป็นซ้ำได้ พบได้ประมาณ 3-5%

สาเหตุการเกิดโรคคาวาซากิ

สาเหตุการเกิดโรคคาวาซากิยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด คาดว่าโรคนี้น่าจะเกี่ยวกับการติดเชื้อบางชนิดทั้งแบคทีเรียและไวรัส, การใช้แชมพูซักพรม, การอยู่ใกล้แหล่งน้ำ หรือเป็นโรคเกี่ยวกับภูมิต้านทานผิดปกติ (Immunologic disease) แต่มีปัจจัยที่พบโรคคาวาซากิบ่อยได้แก่

4ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคคาวาซากิ

  1. เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี
  2. เด็กผู้ชายพบบ่อยกว่าเด็กผู้หญิง
  3. เด็กชาวเอเชีย เช่น ชาวญี่ป่น เกาหลี พบบ่อยกว่าเด็กชาติอื่น
  4. ในเด็กที่มีพ่อแม่เคยเป็นโรคนี้ พบโรคนี้เป็นสองเท่าของเด็กปกติ

อาการของโรคคาวาซากิที่คุณแม่ต้องรู้

อาการของโรคคาวาซากิ จะนำมาด้วยไข้สูง ไข้ในโรคคาวาซากิจะสูงมากกว่า  38.3 องศาเซลเซียส (Celsius) และไข้สูงไม่ลดลงแม้จะให้ยาปฏิชีวนะ หากไม่ได้รักษา ไข้จะสูง 1-2 สัปดาห์และอาจมีไข้สูงนานถึง 3-4 สัปดาห์นอกจากอาการไข้ จะมี 5 อาการสำคัญหลักๆที่วินิจฉัยได้ว่า ลูกรักของคุณเป็นโรคคาวาซากิ 
images (2)

6 อาการฟันธงว่าลูกเป็นโรคคาวาซากิ

  1. มีไข้สูงกว่า38 องศาเซลเซียสขึ้นไป
  2. ตาแดงโดยไม่มีขี้ตาทั้งสองข้าง
  3. ริมฝีปาก คอและเยื่อบุปาก แดง ลิ้นเป็นตุ่มแดงนูนดูคล้ายผิวสตรอเบอร์รีและริมฝีปากแตก
  4. มือเท้าบวมแดงในเวลาต่อมา (ในประมาณสัปดาห์ที่ 2 และ 3) ปลายมือเท้าอาจลอก
  5. มีผื่นลักษณะต่างๆกันขึ้นตามตัวและอาจขึ้นมากบริเวรขาหนีบ
  6. ต่อมน้ำเหลืองลำคอโต คลำได้ ขนาดต่อมน้ำเหลืองมักโตมากกว่า 1.5 ซม. ไม่เจ็บ หรือเจ็บแต่น้อย

อาการแสดงอื่นๆที่เกิดขึ้นได้ในระหว่างที่เป็นโรคคาวาซากิได้แก่   ปวดตามข้อ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบไม่ติดเชื้อ ท้องเสีย ปอดบวม เป็นต้น ปัญหาสำคัญของโรคคาวาซากิ คือ เกิดโรคแทรกซ้อน

ภาวะแทรกซ้อนที่พบในโรคคาวาซากิ

หลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบโป่งพอง (coronary aneurysm) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ หัวใจเต้นผิดจังหวะซึ่งภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวเป็นสาเหตุให้เกิดการเสียชีวิตได้ โดยการตรวจพบภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวต้องอาศัยการตรวจโดยใช้เครื่องตรวจคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (echocardiography)

วิธีการรักษาโรคคาวาซากิ

แพทย์จะให้ยาแอสไพริน เพื่อให้ไข้ลดเร็ว และเพื่อลดการอักเสบของเส้นเลือด และป้องกันเกล็ดเลือดรวมตัวเป็น กลุ่มก้อนเนื่องจากโรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุ ยังไม่มียาเฉพาะใช้รักษาโรค แต่แพทย์จะทำการรักษาตามอาการเพื่อ ความรุนแรงและอุบัติการณ์โรคแทรกซ้อนที่หัวใจและหลอดเลือดลง

ป้องกันโรคคาวาซากิได้หรือไม่?

ปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุของโรคคาวาซากิ จึงยังไม่สามารถป้องกันได้ แต่เป็นโรคที่รักษาได้ การรักษาที่ถูกต้อง รวดเร็ว จะป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งที่สำคัญ คือ หลอดเลือดแดงหัวใจโป่งพองได้มาก หากลูกมีไข้สูง เช็ดตัวลดไข้และให้ยาแล้วไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล

เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว คุณแม่ไม่ควรวางใจเมื่อลูกมีไข้ตาแดงโดยไม่มีขี้ตาทั้งสองข้างริมฝีปาก คอและเยื่อบุปาก แดง ลิ้นเป็นตุ่มแดงนูนดูคล้ายผิวสตรอเบอร์รีและริมฝีปากแตก และ มือเท้าบวมแดง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจรักษาอย่างละเอียดนะคะ 

เรียบเรียงโดย : Mamaexpert Editorial Team 

อ้างอิง :

  1. มูลนิธิเด็ดโรคหัวใจ.นายแพทย์วัชระ จามจุรีรักษ์.โรคคาวาซากิ.https://goo.gl/wwzYE9.[ค้นคว้าเมื่อ 15 กันยายน 2560]
  2. Familynetworkมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว.นายแพทย์วัชระ จามจุรีรักษ์.นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์.คาวาซากิ(Kawasaki disease).https://goo.gl/NyZafc.[ค้นคว้าเมื่อ 15 กันยายน 2560]
  3. โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิง อิงคนิจ  ชลไกรสุวัฒน์.โรคคาวาซากิ. https://goo.gl/iMgJ2D.[ค้นคว้าเมื่อ 15 กันยายน 2560]
  4. Wikipedia the free encyclopedia.Kawasaki disease.https://en.wikipedia.org/wiki/Kawasaki_disease.[ค้นคว้าเมื่อ 16 กันยายน2560]