ขั้นตอนการทำหมันชายอย่างละเอียด และการปฎิบัติตัวหลังทำหมันชาย

15 December 2011
791 view



การทำหมันชาย

การทำหมันชาย เป็นการคุมกำเนิดประเภทถาวรที่ง่ายและได้ผลดีในเพศชาย โดยวิธีการตัดและผูกท่อทางเดินของเชื้ออสุจิที่มาจากลูกอัณฑะทั้งสองข้าง เริ่มทำเป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริการาวต้นคริสตวรรษที่ 20 ปัจจุบันคู่สมรสกว่าร้อยละ 7 – 15 จะเลือกการทำหมันชายนี้เป็นวิธีการคุมกำเนิด แม้จะง่าย ปลอดภัย และมีภาวะแทรกซ้อนน้อย แต่กลับมีสัดส่วนการใช้เป็นวิธีการคุมกำเนิดน้อยกว่า เพียง 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับการทำหมันหญิงเท่านั้น เนื่องจากความเชื่อและความเข้าใจผิดต่างๆ ที่ว่า การทำหมันชายจะทำเกิดอาการอ่อนเพลียไม่มีแรงจนไม่สามารถทำงานหนักเป็นปกติได้ ที่สำคัญทำให้พลังหรือสมรรถภาพทางเพศเสื่อมถอยลง การทำหมันชายนั้น จัดเป็นหัตถการที่ไม่จำเป็นต้องวาง ยาสลบระหว่างทำผ่าตัด ใช้เพียงยาชาเฉพาะที่ก็เพียงพอ และหลังเสร็จสิ้นการผ่าตัดสามารถกลับบ้นหรือกลับออกไปปฏิบัติงานได้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล

ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำหมันชาย

คู่สมรสโดยเฉพาะเพศชายที่เลือกคุมกำเนิดด้วยการทำหมันชายนั้น ควรมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำหมันชายก่อนการตัดสินใจ และจะช่วยลดความวิตกกังวลต่างๆลงในระหว่างและภายหลังการทำหมันชายอีกด้วย ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการทำหมันชาย มีดังนี้
1. การทำหมันชายเป็นการผ่าตัดและผูกท่อทางเดินของเชื้ออสุจิ เพื่อป้องกันไม่ให้มีเชื้ออสุจิปนออกมาในน้ำกามที่หลั่งออกมา หาใช่การตัดเอาลูกอัณฑะออกเพื่อตอนไม่
2. การทำหมันชายไม่มีผลทำให้พละกำลังการทำงานหนักตามปกติลดลง
3. การทำหมันชายไม่มีผลทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลง ความรู้สึกต้องการและความพึงพอใจทางเพศ การแข็งตัวขององคชาต ตลอดจนการเข้าถึงจุดสุดยอดจนหลั่งน้ำกามนั้นจะเป็นปกติ
4. การทำหมันชายเป็นการคุมกำเนิดประเภทถาวร การผ่าตัดแก้หมันในภายหลังจึงได้ผลตั้งครรภ์ไม่ถึงร้อยเปอร์เซนต์ หากยังต้องการมีบุตรอีกควรเลือกใช้วิธีการคุมกำเนิดประเภทชั่วคราวอื่นแทน
5. การทำหมันชายมีอัตราความสำเร็จของการคุมกำเนิดไม่ถึงร้อยเปอร์เซนต์ แต่มีอัตราความล้มเหลวของการคุมกำเนิดต่ำมากเมื่อเทียบกับวิธีการคุมกำเนิดอื่นๆ

การเตรียมตัวก่อนการทำหมันชาย

คู่สมรสที่เลือกการทำหมันชายเป็นวิธีคุมกำเนิด ควรมีบุตรมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 คนขึ้นไป เนื่องจากการผ่าตัดแก้หมันชายเพื่อต้องการมีบุตรอีกในภายหลังนั้น  ได้ผลตั้งครรภ์ไม่ถึงร้อยเปอร์เซนต์บุตรคนสุดท้องควรมีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป เนื่องจากเด็กในขวบปีแรกมักจะป่ว   เป็นโรคอันเป็นสาเหตุการเสียชีวิตได้ง่าย ประวัติโรคประจำตัวที่สำคัญ ควรระวังและต้องเรียนให้แพทย์ทราบทุกครั้ง    ได้แก่ ภาวะเลือดออกผิดปกติและเลือดแข็งตัวช้า เช่น มีจ้ำเลือดหรือห้อเลือดตาม    ตัว ประวัติเคยแพ้ยาโดยเฉพาะยาชาจากการผ่าตัดครั้งก่อน ซึ่งแพทย์จะได้ใช้   เป็นข้อมูลเลือกวิธีการผ่าตัดทำหมันที่เหมาะสมต่อไป    โรคติดเชื้อต่างๆ ที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะโรคติดเชื้อบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ชายภาย  นอก ได้แก่ ตุ่มหนองที่ผิวหนังถุงอัณฑะ หูดที่องคชาต เป็นต้น ควรจะรับรักษา    ให้เรียบร้อยก่อน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนติดเชื้อเกิดขึ้นภายหลังการผ่าตัด    ทำหมันชาย  การเตรียมตัวโกนขนรอบบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก เพื่อความสะดวกและ สะอาดระหว่างการผ่าตัดทำหมัน

การดูแลปฏิบัติตัวหลังการทำหมันชาย

เนื่องด้วยหลังเสร็จสิ้นการทำหมันชายผู้รับการทำหมันสามารถกลับบ้านหรือกลับออกไปปฏิบัติงานได้เป็นปกติ การดูแลปฏิบัติตัวด้วยตนเองจึงมีความสำคัญ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆที่อาจเกิดขึ้น การปฏิบัติตัวเหล่านี้ ได้แก่

  • ใช้น้ำแข็งประคบบริเวณแผลผ่าตัดที่ถุงอัณฑะในวันแรกหลังการผ่าตัด เพื่อช่ว    ยลดอาการบวม ความเจ็บปวด และป้องกันการเกิดห้อเลือด
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนักหรือยกของหนักเป็นเวลา 3 วัน
  • งดการมีเพศสัมพันธ์เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์หลังทำ   หมันชายทันทีนั้น จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเจริญเข้าต่อกันของท่อทางเดินของ  เชื้ออสุจิที่ตัดและผูกแยกจากกันแล้ว ทำให้การคุมกำเนิดล้มเหลว  ใช้การคุมกำเนิดชั่วคราวประเภทอื่นแทนหากต้องการมีเพศสัมพันธ์ กระทั่ง    ตรวจพบว่าเป็นหมันโดยถาวรคือ ไม่พบเชื้ออสุจิในน้ำกามที่หลั่งออกมา
  • ควรรับการตรวจน้ำกามที่หลั่งออกมาภายหลังทำหมันชายไปแล้ว 4-6 สัปดาห์
  • เพื่อความแน่ใจว่าเป็นหมันโดยถาวร คือไม่พบเชื้ออสุจิ และควรตรวจติดต่อกัน   2 ครั้งเพื่อความมั่นใจ

ระยะเวลาการเป็นหมันโดยถาวรหลังทำหมันชาย

การเป็นหมันโดยถาวรหลังทำหมันชายนั้น หมายถึง การตรวจไม่พบเชื้ออสุจิในน้ำกามที่หลั่งออกมา ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งของการหลั่งน้ำกามออกมา มากกว่าระยะเวลาหลังการทำหมันชาย โดย

  • ผู้ที่ทำหมันชายกว่าร้อยละ 80-90 จะตรวจไม่พบเชื้ออสุจิในน้ำกามที่หลั่งออกมา ภายหลังที่มีการหลั่งน้ำกามออกไปแล้ว 12-15 ครั้ง
  • ผู้ที่ทำหมันชายกว่าร้อยละ 80 จะตรวจไม่พบเชื้ออสุจิในน้ำกามที่หลั่งออกมาหลัง
  • การทำหมันแล้ว 6 สัปดาห์ โดยไม่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับความบ่อยครั้งของการหลั่ง   น้ำกาม
  •  เชื้ออสุจิที่เหลือค้างอยู่ในท่อทางเดินของเชื้ออสุจิ จะสูญเสียความสามารถในการ เคลื่อนไหวใน 3 สัปดาห์ภายหลังทำหมันชาย
  • ไม่ควรตรวจพบเชื้ออสุจิในน้ำกามที่หลั่งออกมา ภายหลังทำหมันชายแล้ว 3 เดือน
  •  หากตรวจพบและยังมีการเคลื่อนไหวอยู่ แสดงว่าเกิดความล้มเหลวในการผ่าตัด ทำหมันชาย
  • การทำหมันชายเพื่อการคุมกำเนิด มีความล้มเหลวน้อยกว่าร้อยละ 1 ทั้งนี้จะขึ้น  อยู่กับเทคนิควิธีการตัดและผูกท่อทางเดินของเชื้ออสุจิ รวมทั้งประสบการณ์ความ   ชำนาญของแพทย์ที่ทำ

ภาวะแทรกซ้อนหลังทำหมันชาย

พบได้ประมาณร้อยละ 1 ของผู้รับการทำหมันชาย ส่วนใหญ่จะเป็นภาวะแทรกซ้อนเพียงเล็กน้อย และสามารถให้การรักษาตามอาการ ในบางรายอาจต้องรับตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาล ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ นี้ จะเกิดขึ้นมากน้อยขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความชำนาญของแพทย์ที่ทำผ่าตัด ได้แก่  ห้อเลือด พบบ่อยประมาณร้อยละ 1 ของผู้รับการทำหมันชาย มีสาเหตุจาก   การทำบาดเจ็บต่อเส้นเลือดที่อยู่โดยรอบท่อทางเดินของเชื้ออสุจิ ระหว่างการ    ฉีดให้ยาชาเฉพาะที่ หรือระหว่างการผ่าตัดแยกท่อทางเดินของเชื้ออสุจิและ    จับผูกเส้นเลือดไม่ดีพอ ถ้ามีขนาดเล็กจะดูดซึมหายไปได้เองภายในระยะเวลา    1-2 สัปดาห์ หากมีขนาดใหญ่และมีอาการปวดมาก ควรมาพบแพทย์ซึ่งอาจ    ต้องทำผ่าตัดควักเอาห้อเลือดออก และจับผูกตำแหน่งเส้นเลือดที่เป็นสาเหตุ    แผลผ่าตัดติดเชื้อ พบได้น้อยมากในปัจจุบันและมักพบร่วมกับการเกิดห้อ    เลือด โดยแผลผ่าตัดที่ติดเชื้อจะมีอาการบวมแดง และปวดเจ็บเวลากดหรือนุ่ง    กางเกง บางรายที่เป็นมากอาจพบมีหนองไหลออกมา หากเกิดอาการดังกล่าว    ควรมาพบแพทย์โดยทันทีเพื่อให้การรักษา    การอักเสบของท่อทางเดินของเชื้ออสุจิที่ติดกับลูกอัณฑะ พบประมาณ 1-3 รายใน 500 รายของผู้รับการทำหมันชาย สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการบวมอักเสบ เนื่องจากความดันภายในท่อที่เพิ่มสูงขึ้นภายหลังการตัดและผูก ใหรักษาโดยการนั่งแช่ในน้ำอุ่นวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ใส่เครื่องช่วยพยุงถุงอัณฑะที่นักกรีฑาใช้กัน และให้ยาลดอาการอักเสบประเภท NSAIDอาการเหล่านี้จะหายไปได้เองภายใน 6-12 สัปดาห์ก้อนในถุงอัณฑะ เป็นก้อนเชื้ออสุจิที่เกาะอยู่รอบๆปลายท่อทางเดินของเชื้ออสุจิที่ตัดและผูกไว้ เกิดจากเชื้ออสุจิรั่วออกมาและเกิดการอักเสบขึ้นโดยรอบ จนจับตัวกันเป็นก้อนห่อหุ้มปลายท่อนั้น พบประมาณ 2 ใน 3 ของผู้รับการทำหมันชาย แต่จะตรวจคลำพบเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ก้อนในถุงอัณฑะนี้จะไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวด แต่จะเป็นสาเหตุสำคัญของการเจริญเข้าเชื่อมต่อกันของท่อทางเดินของเชื้ออสุจิ ทำให้การคุมกำเนิดล้มเหลว มักพบภายใน 12 สัปดาห์หลังการทำหมัน แต่อาจเกิดหลังจากนั้นนานนับ 10 ปี มีข้อดีคือ ทำให้ความดันภายในท่อลดลง เพิ่มโอกาสของการตั้งครรภ์ภายหลังการผ่าตัดต่อหมันปวดหน่วงเรื้อรังที่อัณฑะ พบประมาณ 1 ใน 2,000 รายของผู้รับการทำหมันชาย มีสาเหตุจากความดันที่เพิ่มขึ้นภายในท่อที่ติดกับลูกอัณฑะ อาการปวดหน่วงนี้เป็นไม่มากและต้องการการรักษาตามอาการเป็นบางครั้งเท่านั้น ในรายที่มีอาการปวดมากอาจต้องให้การรักษาด้วยการผ่าตัดต่อหมันกลับเป็นอย่างเดิมหรือทำผ่าตัดเอาท่อที่ติดกับลูกอัณฑะออกหมด

ผลที่ตามมาหลังการทำหมันชาย

ผู้ที่ทำหมันชายส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุ 30-40 ปี ผลที่เกิดขึ้นตามมาภายหลังจึงนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แต่จากการสำรวจติดตามผลในผู้ที่ทำหมันชายไปแล้วนานกว่า 25 ปีมากกว่า 10,000 ราย ไม่พบว่าทำให้เกิดความผิดปกติในระบบการ ทำงานต่างๆ ของร่างกาย ยกเว้น

1. ระบบการสืบพันธุ์ โดยความดันที่เพิ่มขึ้นหลังทำหมันชายจะทำให้ท่อที่ติดกับลูกอัณฑะโปร่งพองขึ้น เกิดรอยแตกเล็กๆ และการจับเกาะตัวเป็นก้อนของเชื้ออสุจิกระจัดกระจาย ส่งผลให้เกิดการ อุดตันขึ้นจากการกดทับภายนอกท่อ ทั้งนี้พบว่าท่อเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการอุดตันอย่างสิ้นเชิงหลังทำหมันชายไปแล้ว 10 ปี แต่จะไม่ส่งผลต่อเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศในลูกอัณฑะ ระดับฮอร์โมนเพศชายในกระแสไหลเวียนโลหิตจึงเป็นปกติ และไม่มีผลต่อสมรรถภาพทางเพศ นอกจากนี้ปริมาณน้ำกามที่หลั่งออกมาก็เป็นรวมทั้งสีและกลิ่นก็ปกติ เนื่องจากน้ำกามกว่าร้อยละ 90-95ที่หลั่งออกมานั้น มาจากสารคัดหลั่งของต่อมลูกหมากและถุงเก็บเชื้ออสุจิที่อยู่หลังต่อกระเพาะปัสสาวะ

2. ระบบสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อสิ่งแปลกปลอม โดยปกติเชื้ออสุจิจะถูกแยกจากระบบไหลเวียนโลหิตของร่างกายจากสิ่งกีดขวางที่อยู่ ภายในลูกอัณฑะ ความดันภายในท่อที่เพิ่มสูงขึ้นหลังทำหมันชายนั้น จะทำให้สิ่งกีดขวางเหล่านี้ถูกทำลายลง เชื้ออสุจิจึงรั่วไหลเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต และแสดงตัว เป็นสิ่งแปลกปลอมหนึ่งของร่างกาย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้น เพื่อจับรวมตัวกับเชื้ออสุจิและขจัดออก ภูมิต้นทานนี้จะค่อยๆ ลดหายไปได้เองในระยะเวลา 2-4 ปีหลังทำหมันชาย มีส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังมีปรากฏอยู่หลังจากนั้นและบางส่วนจะพบปรากฎในน้ำกามที่หลั่งออกมา โดยจะไม่มีผลต่อการทำงานในระบบต่างๆ ของร่างกาย ยกเว้นอาจมีผลทำให้โอกาสการตั้งครรภ์หลังการทำผ่าตัดต่อหมันชายลดลงการทำหมันชายกับมะเร็งในระบบอวัยวะสืบพันธุ์ชายความเชื่อที่ว่าความดันที่เพิ่มขึ้นภายในท่อทางเดินของเชื้ออสุจิหลังการทำหมันชายน่าจะมีผลต่อการทำงานของระบบอวัยวะสืบพันธุ์ โดยเฉพาะลูกอัณฑะแลต่อมลูกหมาก ซึ่งจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในอวัยวะสืบพันธุ์เหล่านี้มากขึ้น แต่จากการศึกษาติดตามความสัมพันธ์ดังกล่าว กลับพบว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกัน โดย

1. ในต่อมลูกหมาก เชื่อกันว่าจะทำให้ต่อมลูกหมากสร้างและขับสารคัดหลั่งออกมาลดลงเซลล์ภายในจึงมีการเจริญเติบโตเพิ่มขนาดขึ้น ร่วมไปกับการเพิ่มขึ้นฮอร์โมนเพศชายในกระแสไหลเวียนโลหิต ส่งผลกระตุ้นและสนับสนุนโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้น แต่จากการศึกษาติดตามกระทั่งปัจจุบันพบว่า การทำหมันชายจะไม่มีผลไปเปลี่ยนแปลงทั้งการทำงานของต่อมลูกหมาก และระบบต่อมไร้ท่อทั้งต่อมใต้สมองและลูกอัณฑะสาเหตุที่ตรวจพบมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ที่ทำหมันชายมากกว่าปกตินั้น น่าจะมาจากผู้ที่ทำหมันชาย มักจะมา พบแพทย์เพื่อปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพบ่อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับการทำหมัน และได้รับการตรวจคลำต่อมลูกหมากทางทวารหนักบ่อยกว่า จึงทำให้มีโอกาสตรวจพบมากกว่าคนปกติ

2. ในลูกอัณฑะ เชื่อกันว่าความดันที่เพิ่มขึ้นภายในท่อหลังทำหมันชาย จะมีผลต่อการสร้างเชื้ออสุจิภายในลูกอัณฑะ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการก่อเกิดมะเร็งของลูกอัณฑะเพิ่มมากขึ้นจากการศึกษาติดตามพบว่า ชายที่ทำหมันชายเพื่อคุมกำเนิดนั้น มักจะอยู่ในช่วงอายุที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งของลูกอัณฑะอยู่แล้ว และในรายงานทางการแพทย์ที่พบ มะเร็งลูกอัณฑะหลังทำหมันชายนั้น เป็นการตรวจพบหลังทำหมันชายแล้ว 3 เดือน เนื่องจากมีอาการปวดถ่วงที่ลูกอัณฑะตลอดเวลา จึงมีการตรวจอย่างละเอียดและพบมะเร็งอัณฑะดังกล่าว

การทำหมันชายเพื่อการคุมกำเนิดนั้น จัดเป็นหัตถการการผ่าตัดที่ง่ายและได้ผลดีในการ คุมกำเนิดอย่างถาวร เทคนิคการผ่าตัดทำหมันชายใหม่ๆ ในปัจจุบัน ช่วยลดผลข้างเคียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นลงได้มาก ซึ่งอาจเป็นผลให้การทำหมันชายในวันข้างหน้าเป็นที่นิยมมากขึ้น เพศชาย ส่วนใหญ่มักจะคิดกังวลและมีความสับสนว่า การทำหมันชายเป็นการตอนตัดลูกอัณฑะออกทิ้ง จนไม่สามารถทำงานหนักได้เป็นปกติ และมีความเสื่อมถอยใสมรรถภาพทางเพศ การทำความเข้าใจและรับคำปรึกษาจากแพทย์ จะช่วยป้องกันความเข้าใจผิดเหล่านี้และลดความกังวลลง จากการศึกษาวิจัยในอดีตกระทั่งปัจจุบันพบว่า การทำหมันชายยังเป็นวิธีการที่ปลอดภัย และไม่มีผลเสียต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย

ขอขอบคุณข้อมูล : นายแพทย์วันชัย นัยรักษ์เสรี พ.บ. ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ
โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง