5 วิธีที่ช่วยให้ลูกคุณหลับง่ายกว่าที่เคย ต้องลอง!!!

29 September 2014
8820 view

การนอนของเด็กและผู้ใหญ่จะแตกต่างกันออกไปการนอนหลับเป็นหน้าที่ของระบบประสาทและสรีระของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการนอน การนอหลับ เเบ่งเป็นช่วงใหญ่ๆคือระยะหลับลึก และ ระยะหลับตื้น ในเด็กเล็กจะมีระยะหลับตื้นมากกว่าในผู้ใหญ่พอโตขึ้นจะเริ่มหลับได้สนิทและนานขึ้น ในเด็กที่หลับยากและร้องบ่อยตั้งแต่แรกเกิดนั้น อาจเกี่ยวเนื่องมาจากตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์และระยะคลอด เช่น
 
     1. ขณะตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บป่วยร่วมด้วย
     2. ขณะตั้งครรภ์มีความเครียดสูง
     3. ขณะตั้งครรภ์สูบบุหรี่
     4. ขณะตั้งครรภ์ได้รับยาบางอย่าง
     5. ขณะตั้งครรภ์ได้รับอาหารไม่เพียงพอ
     6. ขณะตั้งครรภ์เป็นโรคเบาหวาน
     7. ตกเลือดในการคลอดบุตร
     8. มีภาวะคลอดยาก

ซึ่งทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการหลับนอนของลูกน้อยทั้งสิ้นทำให้เป็นเด็กร้องกวนก่อนนอนกลายเป็นเด็กหลับยากได้ ในเด็กที่หลับยาก นอนน้อยจะส่งผลต่อพื้นฐานทางอารมณ์ และการเจริญเติบโตของร่างกายด้วยหากลูกคุณแม่เป็นเด็กทีมีปัญหานอนยาก นอนน้อย จึงควรให้กุมารแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพร่างกายเพิ่มเติมด้วย
 
เมื่อลูกน้อยอายุ 6- 8 เดือนสิ่งแวดล้อมจะมีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้น ทำให้เด็กนอนยากกลายเป็นเด็กมีปัญหานอนหลับยากยืดเยื้อไปจนโต นอกจากนี้ อารมณ์วิตกกังวล ซึมเศร้า ของคุณแม่ ความเครียดในครอบครัวก็จะทำให้เด็กรู้สึกได้ด้วยบางรายอาจจตื่นขึ้นมาร้องให้ตอนกลางดึก เด็กบางคนไวต่อเสียง ไวต่อการเปลี่ยนแปลงในสิ่งแวดล้อม ไวต่อการเคลื่อนไหว หรือสัมผัส ถ้าลูกของคุณแม่เป็นลักษณะนี้จะตื่นเร็วมาก เด็กส่วนใหญ่นั้น เมื่ออายุ 6 เดือนการนอนกลางวันจะลดลง เมื่อเทียบกับ 6 เดือนแรกโดยมากวัยนี้จะนอนตอนสาย และตอนบ่าย เมื่ออายุ 1ขวบขึ้นไป การนอนจะลดลง เหลือ 1 ครั้ง ในตอนบ่ายเท่านั้น

5 วิธีส่งเสริมช่วยให้ลูกนอนหลับง่ายขึ้น

1.พาลูกเข้าห้องนอนก่อนลูกจะหลับ
คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ มักจะเผลอปล่อยให้ลูกนอนหลับขณะที่ตนกำลังอุ้มลูกอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการอุ้มพาดบ่า หรืออุ้มแนบอก การที่เด็กหลับขณะที่เราอุ้มอยู่นั้นจะทำให้เด็กติดเป็นพฤติกรรมค่ะ หมายความว่า ต่อจากนี้ไป เด็กจะไม่ยอมนอนจนกว่าเราจะอุ้มแกไว้ค่ะ และเมื่อเราเอาลูกไปวางบนที่นอนหลังจากที่หลับคาอกเราแล้ว เมื่อเด็กตื่นขึ้นมา เด็กจะร้องและไม่สามารถหลับต่อได้เอง เนื่องจากว่าสภาวะก่อนที่เขาจะหลับได้เปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรที่จะพาลูกไปนอนยังที่นอนของเขาก่อนที่เขาจะหลับเสมอค่ะ หากเป็นช่วงที่กินนม แล้วเขาเผลอกินแล้วหลับละก็ ลองอุ้มแกไปที่นอนจากนั้นก็อาจจะกระตุ้นให้แกตื่นด้วยการลูบเบาๆ ที่หัวแม่เท้า หรือจักจี้ที่ฝาเท้าเบาๆ เพื่อเด็กรู้สึกตัวอีกครั้ง จากนั้นคุณค่อยให้แกนอนหลับค่ะ ฝึกแบบนี้บ่อยๆ จะทำให้เด็กชินกับที่นอนมากกว่าการนอนบนอกหรือบ่าของคุณพ่อคุณแม่ค่ะ หรืออาจจะเลื่อนเวลาในการให้นมให้เร็วขึ้นอีกนิด เพื่อที่เขาจะได้กินนมหมด แล้วยังพอมีเวลาที่คุณจะพาแกไปยังที่นอนค่ะ
 
2.บอกลูกทุกครั้งว่าถึงเวลาเข้านอนแล้ว
การพูดกับลูก แม้ว่าลูกจะยังเป็นทารก หรือเด็กที่เริ่มโตแล้วก็ตาม เด็กจะสามารถเรียนรู้ได้ค่ะ อย่าเพิ่งคิดว่าแกฟังไม่รู้เรื่องนะค่ะ หากคุณพาแกไปยังที่นอนแล้ว คุณควรที่จะใช้คำพูดเดิมๆ ซ้ำๆ ทุกครั้งในการบอกแกว่า ได้เวลานอนแล้ว น้ำเสียงควรจะเป็นโทนต่ำ ราบเรียบนะค่ะ เพื่อเป็นการฝึกให้เด็กได้เรียนรู้ว่า เมื่อพ่อแม่พูดคำนี้ น้ำเสียงแบบนี้บนที่นอน นี่คือสัญญาณว่าได้เวลานอนแล้ว
 
3.ให้ลูกหลับด้วยวิธีเดียวกันเสมอๆ
ไม่ว่าจะเป็นการนอนตอนกลางวัน กลางคืน คุณควรที่จะฝึกให้เขาเรียนรู้ว่า เมื่อคุณปฏิบัติตามเคล็ดลับที่ 1 และ 2 แล้ว นั้นคือเวลาเข้านอนของเขาแล้ว แรกๆ เด็กอาจจะปรับตัวไม่ได้ แต่ว่าเมื่อเวลาผ่านไป เด็กๆ จะสามารถเรียนรู้ได้เองค่ะ คุณพ่อคุณแม่ต้องอดทนและให้เวลากับลูกให้มากนะค่ะ
 
4.พยายามอย่าอุ้มลูกขึ้นมาเมื่อลูกตื่น
หากลูกรู้สึกตัว อาจเกิดจากกำลังขับถ่าย หรืออาจจะเพราะได้ยินเสียงดังเลยตกใจตื่น หรือด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตามที่เราเห็นว่าแกยังนอนไม่เต็มอิ่ม คุณไม่ควรที่จะอุ้มแกขึ้นมากล่อมนะค่ะ แค่เพียงพูดคุยในประโยคเดิมๆ ว่าได้เวลานอนแล้ว สัมผัสแกให้รู้ว่าคุณอยู่ข้างๆ และให้แกรู้สึกว่าปลอดภัยค่ะ จะสามารถแก้ไขปัญหาที่ต้องมาคอยอุ้มกล่อมลูกในยามดึกได้ค่ะ

5.จัดบรรยากาศห้องนอนให้เหมือนเดิมอยู่เสมอ
ก่อนที่ลูกจะหลับตาลงนั้น สภาวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแสง อากาศ เสียง หรืออุณหภูมิในห้อง เด็กๆ ล้วนบันทึกไว้ก่อนหลับแล้วค่ะ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรที่จะเปลี่ยนหรือทำให้สภาวะห้องเปลี่ยนไป เพราะเมื่อเด็กตื่นขึ้น หากเขาเห็นว่าห้องไม่เหมือนเดิม เขาจะรู้สึกไม่ปลอดภัย และร้องไห้มากกว่าเดิมค่ะ
 
คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มฝีกได้ตั้งแต่วัยแบเบาะเลยค่ะ ไม่ยากใช่ไหมคะ ยิ่งเริ่มฝึกเร็วยิ่งส่งผลดีแต่อคุณพ่อคุณแม่ ลูกน้อยจะมีพฤติกรรมการนอนที่ดี ส่งผลให้พัฒนาการทางกายดีและพัฒนาการทางอารมณ์เยี่ยมไปด้วยเช่นกันค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง