การรักษาท่อน้ำนมอุดตัน

31 January 2014
17441 view

อาการ

อาการท่อน้ำนมอุดตันนั้นเกิดจากการที่น้ำนมไหลไม่สะดวกจากการอุดตันของท่อส่งน้ำนม ทำให้:เต้านมแข็ง เป็นแผ่นหนา หรือเป็นก้อนอยู่ใต้ผิวหนังคลำพบก้อนแข็งบริเวณที่ท่อน้ำนมอุดตันลักษณะหัวนมและลานนมผิดรูปไป บางครั้งอาจมีอาการเส้นเลือดปูดออกมาอย่างเห็นได้ชัดลูกดูดนมไม่ออก หรือดูดได้เพียง 20%เท่านั้นบางครั้งอาจจะพบจุดสีขาวที่หัวนม (White dot) อาการท่อน้ำนมอุดตัน สามารถพัฒนาไปเป็นเต้านมอักเสบได้ หากปล่อยทิ้งไว้นาน และไม่ได้รับการรักษา

สาเหตุที่ทำให้เกิดท่อน้ำนมอุดตัน

ผู้ที่มีน้ำนมมากจนเกินไป และไม่ได้ระบายออกตามเวลาปล่อยให้เต้านมคัดเป็นเวลานานดื่มน้ำไม่เพียงพอ หรือร่างกายขาดน้ำใส่เสื้อชั้นในที่คับแน่นจนเกินไป ทำให้น้ำนมไหลเวียนได้ไม่สะดวกใส่เสื้อชั้นในที่หลวม ไม่กระชับ ทำให้เต้านมหย่อนคล้อย กดทับท่อส่งน้ำนมบริโภคไขมัน หรือ อาหารที่มีความมันมากจนเกินไป เช่น เนย ชีสอาจมีก้อนน้ำ หรือก้อนเนื้อ ขาวางทางท่อส่งน้ำนมอยู่ อาจคลำพบก้อนได้ แม้แต่ตอนที่ไม่มีอาการท่อน้ำนมอุดตัน

วิธีแก้ไข มีหลากหลายวิธี ตามอาการ

ใช้คลื่นไมโครเวฟเปิดท่อน้ำนม ทำได้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสถานพยาบาลประคบร้อน อาจจะใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำร้อนจัดประคบ หรือแนปปี้ที่ชุบน้ำร้อน หรือ Hot pack ที่ใช้อุ่นกับเตาไมโครเวฟก็ไดยืนแช่น้ำฝักบัว โดยเปิดน้ำร้อนจัดเท่าที่ร่างกายจะทนได้ จ่อไปที่หน้าอกบริเวณที่ท่อน้ำนมอุดตันหลังจากประคบร้อนหรือยืนแช่น้ำฝักบัวร้อนๆสัก 15 นาทีแล้ว ให้ใช้มือนวดวนเป็นก้นหอย จากรอบๆหน้าอกด้านนอกเข้ามาจนถึงลานนม วิธีที่ดีทึี่สุด ให้ลูกดูดข้างที่อุดตันบ่อยๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ถ้าลูกไม่ให้ความร่วมมือ อาจร้องขอความช่วยเหลือจากสามีสำหรับจุดสีขาวที่หัวนม ให้ใช้เข็มสะอาดสะกิดออก หรือ บีบออกตอนอาบน้ำอุ่นก็ได้ค่ะ ผลที่ได้อาจจะเป็นน้ำนมไหลพุ่งออกมาจนคุณตกใจเลยก็ได้ แต่คุณต้องแน่ใจว่าเข็มหรือมือสะอาดเพียงพอ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว หลังจากหัวนมเปิด อาจจะติดเชื้อเข้าสู่ท่อน้ำนม ทำให้เป็นเต้านมอักเสบได้บางที white dot ก็จะหลุดออกได้เองจากการที่ลูกดูดค่ะ ระหว่างที่ให้สามีช่วยดูดออก ให้ใช้นิ้วมือกดไล่น้ำนมมาตามท่อ โดยเริ่มจากเต้านมด้านนอก มายังลานนม ให้กดแรงๆได้ในจังหวะเดียวกับที่สามีดูด จะช่วยให้ก้อนที่อุดตันหลุดออกได้ง่ายขึ้น
ข้อควรระวัง หากให้ลูกดูด อย่ากดแบบข้อแนะนำด้านบน หากลูกยังเล็ก เพราะแรงดันน้ำนมจะแรงมาก อาจจะทำให้ลูกหงุดหงิด พาลไม่ดูดต่อ หรืออาจจะทำให้ลูกสำลักน้ำนมได้ค่ะ ขนาดคุณสามียังบ่น ตอนที่มายากดเลย ถึงขนาดสะอึกเลยที่เดียว เพราะฉะนั้นต้องระวังให้มากค่ะวิธีป้องกันอย่าใส่เสื้อชั้นในที่คับ หรือหลวมจนเกินไปหลีกเลี่ยงเสื้อชั้นในที่มีโครง หรือรัดใต้ราวนมจนแน่นอย่าปล่อยให้นมคัด ควรระบายออก หากลูกไม่ดูดดื่มน้ำมากๆ เพราะในน้ำนมจะมีตะกอนอยู่ จะเห็นได้จากที่ว่าเมื่อไหร่เราดื่มน้ำไม่เพียงพอ เวลาปั๊มนมออกมา น้ำนมจะมีตะกอนทราบปนออกมาด้วย ตะกอนนี้แหละที่จะทำให้ท่อน้ำนมอุดตันหมั่นนวดเต้านมทุกครั้งระหว่างอาบน้ำ ทำให้เต้านมไม่แข็งเป็นก้อน หรืออาจจะระบายน้ำนมออก โดยการใช้มือรีดน้ำนมระหวางที่อาบน้ำไปด้วยก็ได้

วิธีระบายน้ำนม ป้องกันเต้านมคัด

ควรใช้วิธีใช้นิ้วมือรีดน้ำนมออก มากกว่าการปั๊มนม เพราะการปั๊มนมเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำนมเพิ่มขึ้น นั่นก็อาจจะไม่เป็นผลดีหากคุณเป็นคนที่มีน้ำนมเยอะเกินกว่าที่ลูกต้องการและเครื่องปั๊มนม จะไม่ได้รีดกระเปาะน้ำนมที่อยู่รอบๆลานนม ทำให้น้ำนมคั่งค้าง อันเป็นสาเหตูให้เกิดอาการท่อน้ำนมอุดตัน
เราจะสังเกตได้ว่า หากเราใช้นิ้วมือ 2 นิ้ว คือ นิ้วโป้งและนิ้วชี้รีดน้ำนมโดยรีดจากบริเวณลานนมน้ำนมจะพุ่งออกมาได้ดี ลองดูนะคะข้อควรจำอย่าปล่อยให้อาการท่อน้ำนมอุดตันนี้เกิดกับคุณนานเกิน 24 ชั่วโมง อาจจะทำทำให้เกิดฝีได้ นั่นหมายถึงคุณอาจจะต้องผ่าฝีออก และไม่สามารถให้นมลูกไปอีกพักใหญ่เลยค่ะอย่าบีบเค้นก้อนไตที่เต้านม เพราะอาจจะทำให้เกิดการอักเสบได้ การนวดเต้านม ควรทำหลังจากที่ประคบร้อนแล้วทุกครั้ง เพราะความร้อนจะช่วยขยายท่อน้ำนม และช่วยสลายไตได้บ้างสามารถประคบเย็นได้หลังจากนวดเต้านมเสร็จแล้ว เพื่อลดอาการปวด บวม

วิธีรักษาด้วยยา 

ท่อน้ำนมอุดตันโรคฮิตของคุณแม่ที่ให้นมลูก นั่นคืออาการเต้านมเป็นก้อนซึ่งเกิดจากการอุดตันของไขมันที่ได้จากอาหารที่คุณแม่รับประทานเข้าไป ถ้าคุณแม่รับประทานอาหารที่มีไขมันมากและอาหารที่หวานจัด เช่นข้าวขาหมูเน้นพ่อค้าว่าเอาหนังและมันเยอะๆ หรือทุเรียน มะม่วงสุก สิ่งเหล่านี้ทำให้ร่างกายมีไขมันสะสมสูงและไขมันดังกล่าวจะไปเกาะอยู่ ตามกระ เปราะน้ำนมของคุณแม่ หากไขมันดังกล่าวไม่ถูกขับออกให้หมด เช่นปั๊มไม่ตรงเวลา หรือใช้ปั๊มอย่างเดียว ลูกไม่ดูดช่วย จะทำให้เกิดก้อนที่เต้านมได้ หากเกิดขึ้นแล้วรู้ทันที ก็สามารถนำลูกมาดูดออกได้โดยให้คางลูกอยู่บริเวณที่เป็นก้อนอาจต้องให้แม่นอนหงายแล้วอุ้มลูกมาแปะที่ตำแหน่งต่างๆเพื่อให้คางลูกอยู่ในตำแหน่งก้อนนั้น และระหว่างที่ลูกดูดอยู่นั้นต้องคอยเอามือนวดเต้านมที่บริเวณก้อนนั้นเพื่อให้ก้อนสลายไปด้วยหากปล่อยทิืงไว้ให้เป็นก้อนนานจะเกิดการคัดตึงและเต้านมอักเสบในที่สุด เดือดร้อนต้องไปให้กุมารแพทย์ที่เชี่ยวชาญทำการนวดสลายก้อนออกซึ่งเป็นงานที่ทรมานกุมารแพทย์เป็นอย่างมากดังนั้นกันไว้ดีกว่าแก้ คือให้งดของหวานมันและโปรตีนแปลกปลอม  5  อย่าง (นม และผลิตภัณฑ์ นมถั่วและผลิตภัณฑ์ ไข่ อาหารทะเล แป้งสาลี) เท่านี้คุณแม่ก็จะให้นมลูกได้อย่างมีความสุข และคุณลูกก็จะดูดนมได้อย่างมีความสุขด้วย

การรักษาเต้านมอุดตันด้วยเลซิติน

เลซิตินนั้น เป็นสารอิมัลซิฟายเอ้อร์ตัวนึง ที่ทําให้ไขมันรวมตัวกับน้ําได้เป็นเนื้อเดียวกัน ยกตัวอย่างคือน้ำสลัด น้ําส้มสายชูไม่สามารถรวมตัวกับน้ํามันพืชได้มนุษย์เราจึงค้นพบว่า ไข่แดง เป็นอิมัลซิฟายเอ้อร์ตัวนึง พอใส่ลงไปปุ๊บ ทุกอย่างสามารถรวมตัวกันเป็นเนื้อเดียวที่เราเรียกว่าน้ําสลัดทําไมเลซิติ นจึงสมารถบรรเทาอาการก้อนที่เต้านมได้เพราะในน้ํานมแม่นั้น จะมีไขมันรวมอยู่ด้วย ไขมันนี้สามารถจะจับยึดพื้นผิวภายในกระเปราะน้ํานมและท่อน้ํานมได้หากไม่ได้ มีการนําออกในเวลาที่กําหนด ไขมันนี้จะจับยึดพื้นผิวภายในไว้แล้วจะพอกพูนขึ้นจนเป็นก้อนแข็งบริเวณเต้า นม เจ้าเลซิตินนี้จะไปทําหน้าที่ละลายไขมันในร่างกายเรา รวมถึงไขมันในน้ำนมด้วย ทําให้ไขมันที่พอกพูนอยู่นั้น ลดลงจนหมดไปในที่สุด  แต่ควรให้แพทย์ เป็นผู้สั่งยา เพื่อให้เหมาะกับอาการและร่างกายค่ะ

รู้จักเลซิตินอย่างถ่องแท้ก่อนรับประทาน

เลซิติน  (Lecithin)   เลซิตินเป็นสารธรรมชาติที่ประกอบด้วยฟอสฟอรัสกับไขมันบางชนิด และวิตามินในกลุ่มวิตามินบี  ไม่สำคัญว่าเลซิตินประกอบด้วยสารใดบ้างแต่สิ่งสำคัญคือเลซิตินเป็นหน่วยพื้น ฐานในทุกๆเซลล์ของสิ่งมีชีวิต  ที่สำคัญไปกว่านี้ก็คือเลซิตินนั้นช่วยจับไขมันและคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด  ด้วยคุณสมบัติอันน่ามหัศจรรย์ของเลซิติน คือ การที่เลซิตินสามารถละลายในได้ทั้งน้ำและไขมัน เลซิตินจึงละลายอยู่ในกระแสเลือดแล้วคอยจับเอาไขมัน หรือคอเลสเตอรอลที่ล่องลอยอิสระในกระแสเลือดและไขมันที่เกาะตามผนังหลอด เลือดไว้ ด้วยวิธีนี้ของเลซิตินจึงทำความสะอาดระบบหมุนเวียนโลหิตได้ ส่วนประกอบที่พบมากที่สุดในเลซิตินคือ สารฟอสฟาติดิลโคลีน (phosphatidylcholine) ซึ่งเป็นแหล่งอาหารอันอุดมไปด้วยสารโคลีน  โคลีนจัดเป็นสารประกอบในกลุ่มของวิตามินบี  ที่มีความสำคัญคือเป็นวัตถุดิบในการผลิตสารสื่อประสาทในสมองของเราสารดัง กล่าวคือ อะเซทิลโคลีน (Acetylcholine)

แหล่งอาหาร

เลซิตินสามารถพบได้ในอาหารหลากชนิดจากผลิตภัณฑ์ทั้งพืชและสัตว์ เช่น ซอสถั่วเหลือง ข้าวโพด เมล็ดฝ้าย เรพสีด กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก เนื้อสัตว์ ปลา บริวเวอร์ยีสต์ รวมทั้งไข่แดง นม สมอง ตับ ไตและกล้ามเนื้อ  เลซิตินยังพบขายอยู่ในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีกด้วย เลซิตินที่ทำจากถั่วเหลืองนั้นนับเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีกด้วย เลซิตินที่ทำจากถั่วเหลืองนั้นนับเป็นผลิตภัณฑ์ที่พบได้ทั่วไปในท้องตลาดมาก ที่สุด

ส่วนประกอบ

ฟอสฟาติดิลโคลีน (Phosphatidylcholine) เป็นสารสำคัญที่พบในเลซิติน ซึ่งสารนี้จะให้วิตามินบีชนิดหนึ่ง เรียกว่า โคลีน สารโคลีนเป็นสารต้นตอในการสังเคราะห์สารสื่อรประสาท อะเซททิลโคลีน (Acetylcholine) ส่วนประกอบอื่น ๆ ของเลซิติน ได้แก่ ฟอสฟาติดิลอิโนซิทอล ฟอสฟาติดิลเอททาโนลามีน กรดไลโนเลอิก ฯลฯ

อาการเมื่อขาด เลซิติน

เมื่อกล่าวถึงเลซิตินนั่นหมายถึงสารฟอสฟาติดิลโคลีนซึ่งเป็นองค์ประกอบหลัก ของเลซิติน แม้จะยังไม่เคยมีรายงานถึงการขาดเลซิติน แต่งานศึกษาบางชิ้นพบว่า ถ้าร่างกายมีระดับของโคลีนที่ต่ำจะก่อให้เกิดความดันโลหิตสูงชนิดถาวรและมี ปัญหาเกี่ยวกับไตด้วย

ประโยชน์

          1. ช่วยป้องกันและสลายโคเลสเตอรอล หรือไขมันที่อุดตันในหลอดเลือด จึงนิยมในกันมากในผู้ที่มีปัญหาไขมันอุดตันในหลอดเลือด
2. Phosphaticylcholine ซึ่งให้สารโคลีน เป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประเภท อะเซททิลโคลีน จะช่วยให้ความจำและความสามารถในการเรียนรู้ดีขึ้น
          3. ช่วยให้การทำงานของตับมีประสิทธิภาพมากขึ้น
          4. ลดการอุดตันของถุงน้ำดี (Gall Stones)
          5. ให้สารอิโนซิทอล (Inositol) ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยบำรุงเซลล์ประสาท ทำให้การทำงานของระบบประสาทดีขึ้น
          6. การใช้เพื่อป้องกัน และรักษาโรคความจำเสื่อม (Alzheimer’s disease) ยังอยู่ในระหว่างการศึกษา

ขนาดรับประทาน

ขนาดรับประทานที่แนะนำเพื่อบำรุงสมองคือ 1,200 -2,400 มิลลิกรัม ถ้ารับประทานเพื่อลดระดับคอเลสเตอรอสในกระแสเลือดต้องได้รับวันละ2,400 -3,600 มิลลิกรัม และตามรายงานนั้นจะต้องเพิ่มขนาดรับประทานเป็นวันละ 10 กรัมทีเดียวเพื่อเพิ่มปริมาณของเลซิตินในน้ำดีและรักษาอาการนิ่ว

ผลข้างเคียง

จากประสบการณ์ของหลายๆท่านที่รับประทานเลซิตินปริมาณหลายกรัมต่อวันพบว่า มีปัญหาบ้างเกี่ยวกับความอึดอัดในช่องท้อง หรือคลื่นไส้ และปัญหาที่พบในกรณีบริโภคโคลีนมากจนเกินไปคือ การมีกลิ่นตัวคล้ายกลิ่นคาวปลาได้

พว.นฤมล  เปรมปราโมทย์  เรียบเรียง
ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

บทความที่เกี่ยวข้อง