ประโยชน์ของDHA ต่อแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อย

24 January 2014
3980 view
ทำความรู้จัก DHA (Docosahexaenoic acid)

DHA (Docosahexaenoic acid) คือ กรดไขมันชนิดจำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุด ของไขมันที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ DHA เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งอยู่ในกลุ่มที่เราเรียกว่า โอเมก้า 3 ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แหล่งอาหารที่ให้ DHA ปริมาณที่สูงได้แก่น้ำมันจากปลาทูน่าเชื่อว่าสาร DHA ที่ผ่านเข้าไปในสมองและเสริมสร้างการเจริญเติบโตของปลายประสาทที่เรียกว่า เดนไดรต์ (dendrite) ซึ่งจะทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณและผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน ทำให้เกิดความจำและการเรียนรู้

  • สารDHA มีมากในปลาทะเลน้ำลึก  เช่น ปลาทูน่า  ปลาแซลมอน  ปลาโอลาย ปลาทู
  • สารDHA ในปลาน้ำจืดที่มีไขมันสูง เช่น  ปลาช่อน ปลาสวาย
  • สารDHA ในปลาที่มีไขมันปานกลาง เช่น ปลาดุก ปลาอินทรีย์ ปลาสลิด ปลาจะละเม็ด ปลาสำลี ปลาตะเพียน
  • สาร DHAน้อยกว่าปลาทะเล ได้แก่ ไข่

จากการวิจัยพบว่าการบริโภคปลาทะเลประมาณ 30 กรัมต่อวันและ 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะสามารถเพิ่มกรดไขมันจำเป็นโอเมก้า-3 ในอาหารได้สูงถึง 0.2-5.0 กรัมต่อวันซึ่งหมายถึงได้รับสาร DHA สูงขึ้นด้วยเนื่องจากมีมากในกรดไขมันดังกล่าวสำหรับในประเทศไทย ปลาทะเลที่พบว่ามีกรดไขมันชนิดโอเมก้า-3 ปริมาณสูงได้แก่ ปลาทู ประมาณ 2-3 กรัมต่อเนื้อปลา 100 กรัม ปลาอีกา ปลากระพง ปลาตาเดียว มีประมาณ 0.5-2 กรัมต่อเนื้อปลา 100 กรัม

ประโยชน์ของ DHA
  • ประโยชน์ของ DHA ต่อแม่ตั้งครรภ์ ในช่วงเดือนที่ 4 ไปและสตรีที่ให้นมบุตรต้องได้รับ DHA อย่างเพียงพอ ซึ่ง DHA จะพบในน้ำนมแม่ ตามธรรมชาติทารกที่รับประทานนมแม่ได้อย่างน้อย 6 เดือน ก็จะได้รับสารนี้เช่นกัน ซึ่งในความจริงแล้ว สาร DHA ที่ได้รับจากนมแม่นั้น ธรรมชาติจะมีการปรับปริมาณให้เหมาะสม ตามวันเวลาเพื่อเขาไปปรับสมดุลในร่างกายของลูกน้อย ช่วยให้ระบบการทำงานต่างๆ ได้ทำงานอย่างสมบูรณ์เต็มที่ และในขณะตั้งครรภ์ หากคุณแม่รับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของกรดไขมันโอเมก้า 3 และ 6 อย่างพอเพียง สารนี้ก็จะสามารถส่งผ่านจากแม่สู่ลูกได้เช่นกัน ซึ่งจะช่วยสร้างระบบประสาทต่างๆ ของทารก
  • ประโยชน์ของ DHA ต่อทารก ตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึง 2 ปี เป็นช่วงที่สมองและระบบการทำงานของตาเริ่มพัฒนา ดังนั้นเด็กจึงควรได้รับ DHA มากพอสำหรับการพัฒนาสมองและสายตา
  • ประโยชน์ของ DHA ต่อเด็กและวัยรุ่น ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการสมองอย่างสมบูรณ์ แก้ไขอาการเด็กมีสมาธิสั้น สร้างเสริมระบบความจำที่ดีและเพิ่มทักษะการเรียนรู้
ข้อควรระวัง ในการรับประทานอาหารที่มี DHA

เด็กอายุ 1-12 ปี ควรรับประทานไม่เกิน 20 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม คุณแม่ตั้งครรภ์ เริ่มตั้งแต่อายุครรภ์ 25-35 สัปดาห์ สตรีให้นมบุตร ควรรับประทาน 1,000-1,500 มก. ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อสมองเสื่อมและภาวะซึมเศร้า ผู้สูงอายุ ควรรับประทาน 1,000-3,000 มก. บำรุงสายตาควรรับประทาน 500-1,000 มก. ผู้ที่มีประวัติแพ้ปลาทะเลไม่ควรรับประทาน ควรระวังสำหรับผู้ที่เลือดแข็งตัวช้าหรือผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือแอสไพริน ผู้ที่อยู่ในช่วยเตรียมผ่าตัดหรือก่อนคลอดบุตร 1-2 เดือน

บทความที่เกี่ยวข้อง