เรื่องเล่าจากคุณหมอ…ตอนเลือกพี่เลี้ยงเด็กให้ปลอดภัย

03 May 2012
760 view

เลือกพี่เลี้ยงเด็ก ให้ปลอดภัย

ภาระค่าใช้จ่ายอันหนักอึ้ง ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายๆ คู่ต้องออกทำงานทั้งสองคน…แม้ว่าครอบครัวในฝันก็คือ…คุณพ่อ (หรือคุณแม่-ในยุคสิทธิเท่าเทียม) ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ในขณะที่อีกคน (คุณแม่หรือคุณพ่อ) ทำงานบ้านและดูแลเอาใจใส่ลูกๆ อย่างเต็มที่ผมเองเอาใจช่วย ให้ร่วมกันวางแผนประหยัดค่าใช้จ่าย เผื่อเหลือพอจะคงความเป็นครอบครัวในฝันนั้นไว้ แม้ทำไม่ได้ ก็ยังอยากจะภาวนาให้คุณมีญาติสนิท (คุณปู่-ย่า-ตา-ยาย หรือ ป้า-น้า-อา…) มาช่วยดูแลหลานรัก ในขณะที่คุณทั้งคู่ออกไปทำงานนอกบ้านหรือว่าในที่สุดจำเป็นต้องมีพี่เลี้ยงจริงๆ ก็ยังขอให้ได้พี้เลี้ยงที่ดีๆ เพื่อพัฒนาการ การเจริญเติบโตและความปลอดภัยของเด็กๆ…คุณแหม่มคุณแม่ลูกสาม จะถือว่าโชคดีก็ว่าได้ที่มีคุณย่าสละงานเฝ้าสวนผลไม้ที่ต่างจังหวัดมาช่วย เฝ้าหลานรักที่กรุงเทพฯ แต่เนื่องจากวัย 65 ของคุณย่า คุณแหม่มจึงเสาะหาพี่เลี้ยง (เพื่อนบ้านแนะนำ) มาช่วยให้คุณย่าได้เบาแรง เพื่อรอลูกเขยกลับจากงานในช่วงหัวค่ำ ส่วนคุณแหม่มบางครั้งก็ต้องตระเวนกับลูกทีมตามต่างจังหวัด เพื่อเสนอสินค้าด้านเครื่องสำอางชั้นดี อันเป็นอาชีพที่เธอเพิ่งเริ่มลุยเมื่อไม่นานมานี้ แม้จะเหนื่อยแต่เธอก็ภูมิใจที่ได้ช่วยสามี ช่วยครอบครัวในการหารายได้เข้าบ้านแต่เหตุการณ์เมื่อวานนี้นี่สิ ทำให้เธอแทบหมดกำลังใจ …เหตุเพราะความประมาทของพี่เลี้ยงแท้ๆ ที่มัวแต่จ้องดูละคร (คุณย่ากำลังเข้าห้องน้ำ) ในขณะที่เจ้าจูนลูกสาวตัวน้อย (8 เดือน) นั่งบนรถหัดเดิน ไถรถไปทั่วบ้าน ไปดึงเอาสายไฟเครื่องปิ้งขนมปัง ผลก็คือเจ้าเครื่องปิ้งหล่นโครมใส่ศรีษะของน้องจูน…จนหัวปูดโนร้องไห้จ้า… ทำให้คุณย่าต้องออกจากห้องน้ำด้วยความร้อนรน แล้วรีบพาหลานมาหาคุณหมอ เพราะเห็นว่าหลานหัวแตก เลือดไหลอาบใบหน้า ร้องจนไม่มีเสียง ปากเขียว และหน้าซีด..คุณย่าเองก็แทบจะเป็นลม หน้ามืดไปกับคุณหลานด้วย
คุณหมอสะดุ้งเฮือกใหญ่ กาแฟแทบหก เมื่อคุณย่ากับพี่เลี้ยงช่วยกันอุ้มเจ้าจูนวิ่งเข้ามาในคลินิกพร้อมเสียงร้องไห้สลับกับเสียงโวยวาย “ไม่ต้องตกใจครับคุณย่า” “บาดแผลแค่ครึ่งเซ็นฯ เกิดจากมุมแหลมของเครื่องปิ้งขนมปังเจาะบนหัวพอดีครับ” “ตอนนี้เลือดหยุดแล้ว.. เวลามีบาดแผลเลือดออก ให้คุณย่าใช้ผ้าสะอาดกดแผลไว้ครับ ไม่นานเลือดก็หยุด อย่าตกใจหรือเป็นลมไปซะก่อนครับเดี๋ยวจะไม่มีใครช่วยหลาน แผลบนศรีษะก็แบบนี้แหละครับ เลือดเยอะ เพราะหนังศรีษะนี่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากมาย เวลาเกิดบาดแผลจะมีเลือดออกมาก แต่กดไว้สักครู่ก็หยุดแล้ว คุณหมอแนะนำให้เฝ้าดูอาการกระทบกระเทือนทางสมองเองที่บ้านด้วย ความจริงแล้วกลไกการบาดเจ็บไม่รุนแรงครับ ไม่น่าจะมีอะไรมากกว่าบาดแผลภายนอก” แต่อย่างไรก็ตามต้องแนะนำวิธีการสังเกตอาการเลือดออกในสมองอยู่ดี วิธีสังเกตอาการในเด็กเล็กคือดูว่าซึมลงหรือไม่ ไม่เล่นเอาแต่นอนผิดเวลา หรืองอแงมาก ชัก อาเจียน หรือยกแขนขาไม่ขึ้นจนผิดสังเกต อาการดังกล่าวมักเกิดใน 24 ชั่วโมงแรกของการบาดเจ็บช่วงเย็นของอีกวันคุณแหม่มได้พาน้องจูนมาให้คุณหมอล้างแผล และติดตามอาการ แถมบ่นหนักใจเรื่องพี่เลี้ยง (ให้ออกไปแล้ว) และขอคำแนะนำจากคุณหมอในเรื่องนี้ คุณหมอจึงได้แต่ยิ้มหน่อยๆ (แหยๆ) แล้วบอกให้คุณแหม่มใจเย็นๆ เพื่อให้กลับไปทบทวน..ดูว่าจริงๆ พี่เลี้ยงคนนี้มีส่วนดีส่วนเสียอย่างไร ส่วนเสียนั้นพัฒนาแก้ไขได้หรือไม่เหตุการณ์ที่เกิดครั้งนี้อาจเป็นความบกพร่องของพี่เลี้ยงส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นความไม่รู้ของทั้งพี่เลี้ยงและผู้เลี้ยงอื่น เช่น คุณแม่ คุณย่าด้วย เช่น การให้เด็กใช้รถหัดเดินซึ่งทำให้เด็กเคลื่อนที่ได้เร็วกว่า 3 ฟุตในหนึ่งวินาที เกินกว่าพัฒนาการตามวัย และเกินคาดของผู้ดูแล อีกตัวอย่างหนึ่งเช่นสายไปของเครื่องปิ้งขนมปัง ทำไมห้อยโตงเตงลงมาให้เด็กกระตุกได้ มีการระวังเรื่องนี้กันบ้างหรือไม่ ไม่ใช่เฉพาะแต่พี่เลี้ยงนะ แต่คุณพ่อคุณแม่ คุณย่ารู้หรือเปล่าว่าต้องทำอะไร จึงจะดีกว่าที่พี่เลี้ยงทำ เช่น สายไฟควรเก็บขึ้นไม่ให้ห้อยต่ำลงมาในตำแหน่งที่เด็กดึงกระตุกได้ ที่ม้วนเก็บสายไฟมีขายตามห้างโฮมโชว์ทั้งหลายเล่าเรื่องนี้มาก็เพราะอยากจะพูดเรื่องพี่เลี้ยงที่ปลอดภัยสำหรับลูกครับว่า นอกจากต้องเลือกมาให้ดีแล้ว ยังต้องมาเพิ่มพูนความรู้ ฝึกทักษะกันอีก บางเรื่องเรารู้เราบอก เราสอนได้ แต่บางเรื่องเราเองก็ไม่รู้ครับ เพราะฉะนั้นพ่อแม่ก็ต้องควานหาความรู้มาบอกกับพี่เลี้ยงด้วย เวลาเกิดเหตุบางครั้งความผิดไม่ได้อยู่ที่คนใดคนหนึ่งครับเอาล่ะ…ในเมื่อจำเป็นแล้วที่ลูกจะต้องมีพี่เลี้ยง เราจะเลือกอย่างไรให้ปลอดภัย เธอมาจากหนใด? หากเลือกได้คุณก็คงเลือกพี่เลี้ยงจากที่ญาติมิตรสนิทเป็นผู้แนะนำยิ่งมีคำการันตีว่าเธอคนนี้ไว้ใจได้ ก็ยิ่งสบายใจ บางท่านก็ประกาศหาพี่เลี้ยงตามเว็บต่างๆ ในขณะเดียวกัน จำนวนเนิร์สซิ่งโฮม หรือเนิร์สเซอรี่ก็อาศัยเว็บโฆษณาอย่างเนืองแน่นพอๆ กัน ดังนั้นหากต้องหาพี่เลี้ยงด้วยวิธีนี้ ก่อนอื่นก็ควรเช็คดูก่อนว่าศูนย์พี่เลี้ยงแห่งนั้นๆ มีใบจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่? แต่ไม่ว่าจะเลือกจากทางใด ก็ควรเลือกเฟ้นอย่างระมัดระวัง มิฉะนั้นอาจเจอเหตุร้ายที่เคยเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์มาแล้ว… คือข่าว… แก๊งค์คนใช้ อันนำโดยหญิงวัยกลางคนที่อ้างว่าเป็นป้า ที่พาสเด็กสาว (14-16 ปี) 3-4 คน มาเสนอให้เจ้าของบ้านเลือกเป็นคนรับใช้หรือพี่เลี้ยงเด็ก โดยขอเก็บเงินค่าจ้างรวดเดียวเลยเป็นรายปี ซึ่งก็มีเจ้าของบ้านหลายรายที่โอเค. เพราะเห็นหน้าซื่อๆ ของเด็กๆ แล้วสงสารยิ่งเจอคุณป้าที่พรรณนาถึงความยากจนข้นแค้นของตนเองและหลานๆ เจ้าของบ้านก็แทบน้ำตาร่วง แต่หลังจากที่เลือกเด็กหญิงคนหนึ่งมาช่วยงานบ้านได้เพียง 1 วัน อีหนูหน้าซื่อก็ล่องหนไปอย่างไร้ร่องรอย …ทั้งที่จ่ายเงินค่าจ้างให้นังป้าลวงโลกไปแล้วถึง 12 เดือน (ยังดีที่ไม่พาพวกมายกเค้าบ้านจนเกลี้ยงบ้าน และจะเป็นอย่างไร?… หากหล่อนเป็นพี่เลี้ยงเด็กแล้วดันขโมยลูกเราไปด้วย!) ดังนั้น แม้ว่าพี่เลี้ยงจะมาจากแหล่งที่เราเลือกอย่างพิถีพิถันแล้ว ยังจะต้องไม่ลืมที่จะขอหลักฐานเอกสารต่างๆ ของพี่เลี้ยงดังนี้ เช่น ภาพถ่าย “สำเนาบัตรประชาชน” สำเนาทะเบียนบ้าน “หลักฐานการศึกษา” ประวัติการทำงาน ยิ่งมีผู้รับรองหรือผู้ค้ำประกันด้วยก็ยิ่งดีครับ เมื่อมีพี่เลี้ยงเด็กเข้ามาให้เลือก การพินิจพิจารณาอย่างละเอียดจึงเป็นขั้นตอนต่อไป เช่น รู้วิธีการเลี้ยงเด็กอย่างถูกต้องหรือไม่ (โดยเน้นที่ความปลอดภัยของลูกเป็นหลัก) เช่น การอุ้มเด็ก การชงนม การทำอาหารเด็ก การปลอบโยน (กรณีดูแลเด็กทารก) หรือการสอนการบ้านเด็ก พูดคุยกับเพื่อ ดูแลเรื่องอาหาร และความปลอดภัย แล้วก็ดูบุคลิกลักษณะว่า ผ่องใสสดชื่นหรือดูเซื่องซึมทำให้หดหู่ สุขภาพเป็นอย่างไร? มีโรคประจำตัวอะไรหรือไม่? สังเกตตามเนื้อตามตัวด้วยว่ามีแผลฝีหนอง หรือมีรอยเข็ม (ติดยา?) รอยกรีด (เคยทำร้ายตัวเอง?) อะไรหรือไม่? แล้วก็อย่าลืมสังเกตจากปฏิกิริยาโต้ตอบของเธอ เมื่อพบเหตุการณ์บางอย่าง เช่น เมื่อเห็นเด็กๆ ในบ้านวิ่งไล่กันส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว เด็กทารกแผดร้องจ้า เด็กทะเลาะกันเสียงดัง หรือคนในบ้านทำข้าวของแตกเปรี้ยงปร้าง ดูว่าทีท่าเธอเป็นอย่างไร นั่นก็พอจะรู้ว่า เป็นคนมีวุฒิภาวะ และรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนได้ดีเพียงใด?
นอกจากนั้น การทดสอบด้วยคำบางคำถามก็ช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าเธอนั้นน่าไว้วางใจพอที่จะดูแลลูกของเราเพียงใด เช่น หากจะป้อนผลไม้ (เช่น ละมุด…น้อยหน่า..) ให้เด็กกว่า 3 ขวบ ควรทำอย่างไร? (หวังว่าเธอจะต้องรู้ว่า มีเด็กมากมายที่ต้องเสียชีวิต เพราะเมล็ดของผลไม้เหล่านี้ติดคาหลอดลม)หรือ ถ้ากำลังอาบน้ำให้เด็กเล็ก หากมีโทรศัพท์ดังขึ้น หรือมีใครกดออดที่หน้าประตูบ้าน เธอควรทำอย่างไร? (คำตอบที่ถูกก็คือ ควรเช็ดตัวให้เด็กก่อน และอุ้มเขาไปรับโทรศัพท์ หรือไปดูว่าใครมาที่หน้าบ้าน ส่วนคำตอบที่ผิดก็คือ ปล่อยเด็กไว้ในห้องน้ำ..แล้วรีบรับโทรศัพท์ แล้วรีบกลับมา)มาถึงข้อนี้ก็แสดงว่าคุณยินดีรับเธอมาเป็นพี่เลี้ยงเด็กแล้ว แต่นั่นไม่ใช่หมายความว่า คุณจะวางใจสุดๆ แล้วปล่อยให้คุณย่าคุณยายไปว่ากันเอาเอง แต่พฤติกรรมของเธอยังต้องอยู่ในสายตาของคุณเสมอโดยชั่วโมงแรกแห่งการต้อนรับเข้าสู่ครอบครัวก็คือ บอกถึงหน้าที่ที่เธอพึงควรทำ และสิทธิที่เธอพึงได้ เช่น อะไรบ้างที่ต้องทำ และอัตราเงินเดือน วันหยุด วันลา ที่เธอจะได้ แต่มีข้อเตือนใจสำหรับท่านเจ้าของบ้านก็คือ… ในเมื่อคุณว่าจ้างเธอในฐานะพี่เลี้ยงเด็ก ก็จงใช้งานเธอให้ถูกบทบาท ดังนั้นหากเป็นงานอื่นนอกหน้าที่ เช่น ล้างรถ อาบน้ำให้เจ้าสุนัขน้อย ชงกาแฟ-ผสมเหล้า หรือบีบนวดให้คุณตาคุณยาย ฯลฯ…คุณก็ควรชั่งใจเองว่าควรหรือไม่? แล้วก็อย่าลืมนะครับว่า…ในยุคนี้พี่เลี้ยงเด็กที่ดีๆ นั้น หายากยิ่งกว่างมเข็ม
กฎกติกาประจำบ้านคืออะไร ? ก็ควรบอกให้ชัดเจน มิฉะนั้นอาจเกิดปัญหา “ก็…หนูไม่รู้”… เช่น ห้ามนำญาติ เพื่อหรือบุคคลภายนอกเข้ามาในบริเวณบ้าน ก่อนได้รับอนุญาตจากคุณ หากเธอมีญาติ มีเพื่อน หรือมีแฟนจะมาเยี่ยม ก็ควรบอกล่วงหน้า และจะต้องพบกันบริเวณบ้านเท่านั้น (คุณๆ บางคนคงเคยต้องไล่พี่เลี้ยงออกเพราะเบื่อในความ “ญาติเยอะ” ของเธอ หรือบางรายก็จะมีสามีของเธอมาตามทุกๆ 25 วัน!) ไม่ดูทีวีในเวลางาน …ไม่งั้นเธออาจจ้องแต่ละครยามบ่าย ในขณะที่ลูกของคุณกำลังดึงปลั๊กเตารีด…
ห้ามพาลูกของคุณออกนอกบ้านอย่างเด็ดขาด (พี่เลี้ยงใหม่ คุณยังไม่วางใจ) ยกเว้นมีญาติผู้ใหญ่ (คุณย่า ยาย) ตามไปด้วย ความปลอดภัยของทุกคนในบ้าน ก็เป็นสิ่งสำคัญที่คุณจะต้องกำชับพี่เลี้ยงเสมอ เช่น ห้ามเปิดประตูต้อนรับบุคคลอื่นให้เข้ามาภายในบริเวณบ้านโดยเด็ดขาด (ยกเว้นจะได้รับอนุญาตจากคุณ) นี่เป็นอีกข้อที่สุจริตชนอย่างพวกเราต้องใส่ใจเป็นพิเศษก่อนที่จะเกิดเหตุร้ายดังเช่นที่เรามักพบเป็นข่าวอยู่เสมอ เช่น….นักสำรวจสถิติ (เก๊) ที่มาทำทีเป็นสอบถามจำนวนของสมาชิกในบ้าน หรือถามว่าเวลานี้ใครอยู่บ้าง (เพื่อหยั่งดูว่าเข้าไปปล้นเลยจะสะดวกหรือไม่) นักดูดส้วม (เถื่อน) เดินป่าวร้องบอกราคาบริการแสนถูก แต่เมื่อใช้บริการเสร็จ กลับเรียกเก็บเงินแพงสุดๆ พอคุณย่าคุณยายทักท้วง ก็กลับโดนอันธพาลดูดส้วมข่มขู่ เซลล์แมน (ขี้โกง) ขายสินค้าแบรนด์เนม (ปลอม) ขายของโจร (ของขโมย) หรือแม้แต่เป็นโจรในคราบเซลล์แมน เรื่องการรับโทรศัพท์ก็เช่นกัน ควรต้องบอกถึงวิธีการรับการพูดเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน กรณีที่คุณไม่อยู่บ้าน เช่น …หากมีใครโทร.มาแล้วถามหาเจ้าของบ้าน คำพูดที่พี่เลี้ยงไม่ควรใช้ก็คือ.. “เจ้าของบ้านไม่อยู่ค่ะ มีแต่เด็กกับคนแก่” หรือ “ตอนนี้หนูอยู่คนเดียว” พวกที่โทร. มาแบบแปลกๆ เช่น โทร. มาสอบถามหาข้อมูลเพื่องานวิจัยกำมะลออะไรก็อย่าไปสนอย่าไปตอบ แต่ให้รีบวางหูไปเลย ซึ่งวิธีการ “วางหูไปเลย” ใช้ได้กับพวกที่โทร.มากวน หรือโทร. มาพูดจาอุบาทว์ลามกทั้งหลาย แล้วก็อย่าลืมหากระดาษขาว 1 แผ่น เขียนเบอร์โทรที่จำเป็น เช่นเบอร์บ้าน เบอร์มือถือ (ของคุณ) เบอร์ที่ทำงาน (ของคุณ) เบอร์ของหน่วยงานบรรเทาภัยทั้งปวง เช่น เบอร์สถานีตำรวจทั้งกองปราบ และตำรวจในท้องที่เบอร์ของหัวหน้ายามในหมู่บ้าน เบอร์รถดับเพลิง เบอร์แจ้งเหตุด่วน-เหตุร้าย เบอร์โรงพยาบาลใกล้บ้าน เบอร์คุณหมอประจำ เบอร์ของญาติหรือเพื่อนสนิท แล้วนำไปแปะที่ข้างฝา ใกล้เครื่องโทรศัพท์ พาพี่เลี้ยงไปดูและทำความรู้จักกับ “จุดสำคัญของบ้าน” ทั้งจุดสำคัญและจุดเสี่ยง จุดสำคัญก็คือ จุดที่เก็บข้าวของเครื่องใช้ของลูก เช่น ที่เก็บที่วางของนม ขวดนม ที่นึ่งขวดนม อาหารเสริม รวมทั้งเสื้อผ้า สบู่ ยาสีฟัน กระป๋องแป้ง (สำรอง)…ฯลฯ….. ส่วนจุดเสี่ยงก็คือ สระว่ายน้ำ บ่อน้ำ สวิทซ์ไฟ บันได รวมทั้งที่เก็บยารักษาโรคด้วย…. ส่วนที่เก็บของแหลมอันตราย เช่น เครื่องตัดหญ้า กรรไกรสารพัดเบอร์ สว่านหรือเลื่อยไฟฟ้า หรือบรรดาของมีคมทั้งหลายแหล่ ทั้งหมดนี้ล้วงอาจเป็นอันตรายต่อเด็กๆ ได้ จึงควรย้ำให้พี่เลี้ยงต้องเอาใจใส่อยู่เสมอ ระหว่างวันที่คุณอยู่ในที่ทำงาน ให้โทรศัพท์กลับมาเช็คที่บ้านบ้างว่ากำลังอยู่ดีมีสุขใช่หรือไม่? แต่คงไม่ต้องวิตกจริตกระทั่งต้องโทรเช็คทุกๆ 1 ชั่วโมง จนพี่เลี้ยงต้องใจสั่นขวัญผวาทุกครั้งที่เสียงโทรศัพท์ดัง… เมื่อคุณอยู่กับลูกตามลำพังลองคุยกับลูกเรื่องพี่เลี้ยงบ้าง เพื่อประเมินผลงานและพฤติกรรมของพี่เลี้ยง เช่น ลูกบอกว่า “ไม่ไหวๆ พี่เขาดุสุดเลย…ไม่ยอมให้หนูดึงว่าวที่ติดอยู่บนสายไฟ” (ควรรีบขึ้นเงินเดือนทันที) หรือ “พี่เขาใจดีกว่าคุณแม่ซะอีก เขาให้หนูเล่นมีดในครัวได้ด้วยล่ะ !” หรือ “แฟนของพี่เลี้ยงใจดีที่สุดเลย วันนี้เขาสอนหนูเล่นไพ่! แล้วเขาบอกว่าจะพาหนูไปเที่ยวด้วย !!” นอกจากนั้นพี่เลี้ยงควรได้รับการฝึกอบรมหลักสูตรสั้นๆ เช่น การป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูแลเด็กให้สูงมากขึ้น ครับ… ทั้งหมดนี้คงพอที่จะเป็นแนวทางเพื่อให้ได้พี่เลี้ยงที่ไว้วางใจได้ เพื่อความปลอดภัยของลูกๆ และทุกคนในบ้าน ขอเพียงคุณเอาใจใส่และไม่ประมาท โดยยึดหลักเหมือนที่เคยย้ำเตือน ก็คือ…ปลอดภัยไว้ก่อน แม้แต่ในเรื่องของการเลือกพี่เลี้ยง…

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หมออดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ http://www.bloggang.com/