อุทาหรณ์ ยัดเยียดการเรียนให้ลูกมากไป เรื่องจริงที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต

07 March 2016
79 view

 

ก่อนอื่น จะเล่าเรื่องให้ฟัง เพิ่งได้รับทราบมาเหมือนกันจากปากของเพื่อนทั้งน้ำตา และคิดว่ามีประโยชน์ไม่มากก็น้อย

เพื่อนคนนี้ไม่ได้ติดต่อมานานประมาณ เกือบๆ 4 ปีเห็นจะได้ คือไม่สนิทเท่าไร แต่พูดคุยกันได้ และตอนนี้เพื่อนมีลูกแล้ว แต่มีเพื่อนน้อย เพื่อนแต่งงานกับวิศวกร(สามี)ที่เก่งมาก และตัวเพื่อนเองก็จบมหาลัยเอกชน ก็เกียรตินิยมอันดับ 2 ด้านภาษาต่างประเทศ คือเหมาะสม ถึงไม่รวยมาก แต่ก็เกินปานกลาง พอแต่งงานก็ไม่ได้ติดต่อใคร แต่ทราบว่ามีลูก ณ. ปัจจุบันก็จะ 7 ขวบกว่าแล้ว ได้โทรไปหาเพื่อน เพราะตอนนี้เรามีลูก 4 ขวบกว่า ก็หาข้อมูลเรื่องการเรียนเป็นหลัก และอาศัยถามคนอื่นด้วย และไม่อายที่จะถามด้วย เพราะคิดว่ายิ่งรู้มาก ก็ยิ่งดี จึงได้โทรไปหาเพื่อน และถามเรื่องลูก สิ่งที่ได้รับ คือ การปล่อยโฮอย่างแรง ร้องไห้จะเป็นจะตายเดียวนั้น เราก็ตกใจ เฮ้ย แกเป็นไรว่า เป็นไร

มันบอกว่ามันอึดอัด มันจะบ้าอยู่แล้ว ปรึกษาใครก็ไม่ได้ ทุกวันนี้มันถูกตราหน้าว่าเป็นคนผิด “ผิดอย่างร้ายกาจ” จากครอบครัวสามี และ แม่ตัวเอง มันปรึกษาใครก็ไม่ได้ เพราะพื้นฐานคือ ทั้งสามีและเพื่อน เป็นคนเสียเงินเท่าไรเท่ากัน แต่อายหรือไม่สมบูรณ์ไม่ได้ ดังนั้นมันจึงไม่ปรึกษาใครเลย เพราะมันอายและไม่อยากให้ใครดูถูกมัน เรื่องคือ ลูกชายเข้าเรียนตอน 3 ขวบกว่านิดๆ ได้เข้าเรียนในระดับโรงเรียนดังเลย ค่าเทอมเป็นแสน เพื่อนดี สังคมดูดี เพอร์เฟ็ก และโรงเรียนเป็นที่หมายตากันมาก ..

ที่นี้โรงเรียนดัง ก็พ่อแม่ต่างก็ผลักและดันกันสุดฤทธิ์(มัน บอกอย่างนี้) เงินพร้อมซะอย่าง ก็คุยกันต้องติวอย่างนั้น ต้องครูคนนี้ ฝรั่งคนนี้ ต้องเรียนนี้เสริม เพื่อนก็เป็นเช่นนั้น และมันบอกว่าก็มีการเม้มที่เด็ดๆไว้ไม่บอกใครก็มี……..ฮื่อ….
ที่นี้ ลูกเรียนวันจันทร์ – ศุกร์ ยัน 6 โมงเย็น และเป็นอย่างงี้ มาตั้งแต่ อนุบาล 1 ถึง 3 เข้านอน ไม่เกิน 3 ทุ่ม เพราะต้องตื่นเช้าไปส่ง ตื่นตอน ตี 5 ครึ่ง เพราะเพื่อนมีบ้านในหมู่บ้านใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่นอกเขตและห่างจากโรงเรียนค่อน ข้างมาก ออกจากบ้าน ไม่เกิน 6 โมงเช้า เท่านั้น และไปถึงโรงเรียน ประมาณ เกือบ 7 โมง วันเสาร์ เรียนพิเศษเสริม เริ่ม 8 โมงเช้าถึง บ่ายโมง และ ตอนบ่าย 3 เรียนว่ายน้ำ จึงได้กลับบ้าน ส่วนวันอาทิตย์ ครึ่งวันเช้าเรียนที่สถาบันคุมองต์ เสริม ครึ่งวันหลังผักผ่อน… ตอน 1 ทุ่มวันอาทิตย์ต้องทบทวนงานและเตรียมความพร้อมเพื่อไปเรียนวันจันทร์ และแนะนำจากพ่อและแม่ ไม่เกิน 3 ทุ่มเข้านอน

และเหตุการณ์ที่มันเล่าแบบสะเทือนใจตอนหลังคือ …..ลูกไม่มีเพื่อนในหมู่บ้านเลยสักคนเดียว…เพราะไม่ได้คุยกับใครอยู่แล้ว สังคมเมืองของแท้ ปั่นแต่จักรยานของเค้าเท่านั้น วันนั้น วันอาทิตย์ ลูกก็ปั่นจักยานไม่ยอมเข้าบ้าน แม่ก็เรียก ให้มาอาบน้ำได้แล้ว 6 โมงเย็นแล้ว เตรียมกินข้าว และทบทวนการบ้าน ลูกก็ไม่ฟัง จนเพื่อนและสามีโมโห บอกว่า เสียงดัง …. เข้าบ้านเดียวนี้ เข้าบ้านเลย ทำไมดื้ออย่างนี้ ยิ่งโตยิ่งดื้อ (เพื่อนว่าลูก) จะไม่ให้ขี่จักรยานอีกต่อไป ตัวสามีก็ไปดึงจักรยานออกจากลูก และแม่มาจับลูก (สามี)เข้าบ้าน ป๋าจะโยนจักรยานทิ้งซะ ถ้าทำอย่างนี้อีก

ลูกชายเข้าไปกอดขาพ่อ และยกมือไหว้ ป๋าอย่าทำ หนูไม่มีเพื่อนที่ไหน จักรยานคือ เพื่อนของหนู หนูมีจักรยานเป็นเพื่อนเท่านั้น ป๋าอย่าทำนะ ทั้งเพื่อนและสามีก็ไม่ใส่ใจอะไร เพียงต้องการให้เข้าไปอ่านหนังสือเท่านั้น

และ… อีกเหตุการณ์หนึ่ง…. ลูกกลับจากบ้าน คุยกับพ่อและแม่ อยากดู อุลตร้าแมน มดเอ๊กซ์ บ้าง เพื่อนๆ คุยกันที่โรงเรียน เค้าไม่รู้เรื่องเลย เพื่อนยังบอกว่าที่บ้านไม่มีทีวีหรือไง ทำให้เค้าไม่มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ เค้าได้ดูแต่การ์ตูนเสริมความรู้ เช่น ถ้าดู ก็ประมาณ ดอร่า หมาบลู ประมาณนี้ สามีและเพื่อนบอกว่า ลูกอย่าทำตัวไร้สาระได้หรือเปล่า ตอนนี้เพื่อนๆ ลูกอยากทำอะไรก็ปล่อยเค้าไป การ์ตูนมีแต่ความรุนแรงไม่เสริมความ รู้อะไรเลย เราได้เปรียบ เราใช้เวลาทบทวนและเรียน ในขณะที่คนอื่นเค้าไร้สาระ ลูกลองคิดดู โตขึ้นลูกก็จะเป็นนาย ของคนพวกนี้ และคนพวกนี้จะไม่เหนือลูกเด็ดขาด การสอนจะประมาณนี้ตลอด แต่เพื่อนบอกว่า เค้าและสามีทำดีที่สุดและ ให้ในสิ่งที่ดีที่สุด ที่คนทั่วไปบางทีก็ให้ไม่ได้ด้วยซ้ำไป

ที่นี้หนักสุด ต้องติว เข้า ป. 1 ที่นี้เวลาเล่นแทบน้อยมาก แต่ก็ได้ ติดที่ ป. 1 ตามที่หวังไว้ แต่ก็ต้องเรียนเสริมเหมือนเดิม.ฯลฯ จนถึงวันที่ลูกทนไม่ได้ จนลูกโกรธจนตัวสั่น และพูดว่า เค้าจะไม่เป็นคนดี เค้าเบื่อที่สุดแล้ว เค้าอยากเล่นฟุตบอล เค้าอยากวิ่งเล่น อยากดูการ์ตูน อยากอ่านขายหัวเราะ ให้พ่อแม่อนุญาตให้อ่าน เค้าเกลียดพ่อและแม่ ทำไมต้องบังคับ ทำไมต้องอาย ทำไม เค้าจะเป็นคนชั่ว (เพื่อนมันบอกว่า ลูกพูดจนลิ้นพันกัน ตัวสั่นไปหมด จับลำดับคำพูดยาก (ป 1) อะไรก็พูดๆๆๆๆออกมา ร้องไห้ หน้าแดง กำหมัด ขว้างข้าวของ เสียงดัง ในระหว่างนั้น สามีและเพื่อนก็ใช้เสียงดังเพื่อหยุดพฤติกรรม แต่ไม่เป็นผล ยิ่งดัง ก็ยิ่งดังใส่ จนเด็กเป็นลม คงสะสมมานาน

พอผ่านไปสักระยะ จนทางโรงเรียนมีจดหมายมาถึงเพื่อเชิญผู้ปกครองไปพบ พอไปถึงโรงเรียน ทางครูบอกว่า ตอนนี้น้องมีอาการเหม่อลอย ไม่มองกระดาน และไม่มีปฎิสัมพันธ์กับเพื่อนเลยแม้ แต่คนเดียว ให้ทำอะไรทำได้หมด แต่ทำไปอย่างให้จบไป ไม่มีอารมณ์ร่วมแม้แต่น้อย บางครั้งก็มีน้ำตาเอ่อ แต่ไม่ไหลออกมา เป็นระยะ และพูดน้อยลง ใช้สายตาและท่าทางคิดมากขึ้น….ฯลฯ เพื่อนและสามีไม่ยอมรับและไม่เชื่อ

สักพักใหญ่ๆ จึงไปพบหมอที่สมิติเวช หมอแจ้งว่า…..น้องกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างแรง บวกกับเก็บกดภายในสิ่งที่ฝืนความรู้สึกมานาน จนระเบิดออกมาเหมือนคนเสียสติ เค้าไม่ได้บ้า หรือพิการทางสมอง แต่เค้าปิดกั้นทุกสิ่งทุกอย่างเอง ไม่รับเอง ไม่เอาเอง ซึ่งตรงนี้น่าวิตกคือ แล้วเมื่อไรเค้าจะรับ และเปิดใจกลับมาเหมือนเดิม สมาธิและจิตใจได้ถูกตัดด้วยตัวเค้าเอง…… เค้าอยากอยู่แต่ในโลกจินตนาการที่เค้าคิดว่านั้นคือความสุขของเค้า ไม่อยากออกมาเลยด้วยซ้ำ คงต้องใช้เวลามาก เพราะถ้าเรารู้ว่าเค้าสมาธิสั้น เรามีทางแก้ ถ้าเค้าเป็นดาวน์ เรารู้วิธี

แต่เค้าเลือกเองที่จะปิดตัวเองอย่างเด็ดขาด ถ้าปล่อยไว้จะกลายเป็นคนวิกลจริตทาง ความคิดในอนาคต ทุกวันนี้ผลคือ สามีก็ยอมรับในระดับหนึ่ง แต่ก็เริ่มโทษภรรยา มากกว่าโทษตัวเอง ตอนนี้มันรับกรรมเต็มๆ ลูกไม่สามารถเรียนได้แล้ว ต้องพบจิตแพทย์เด็กโดยตรง ถึงตรงนี้ มันบอกว่ามันเรียกลูกกลับมาไม่ได้แล้วจริงๆ มันเศร้ามาก มันก็กำชับไม่ให้บอกใครเพระมันอาย..

เมื่อทุกท่านได้อ่านเรื่องนี้จบแล้ว ขอให้เป็นอุทาหรณ์ เผื่อว่าเหตุการณ์ที่เล่ามานี้ จะได้ไม่เกิดกับบุคคลที่ท่านรัก(ไปอ่านเจอมาอยากแบ่งปัน ขอกุศลการแบ่งปัน ส่งผลให้น้องกลับมาเป็นเด็กปกติเหมือนเดิม เป็นกำลังใจให้คุณแม่ของน้องนะคะ)

ขอบคุณที่มาจาก Som_phat

บทความที่เกี่ยวข้อง