วิธีการ กระตุ้นรังไข่โดยการฉีดฮอร์โมน FSH

04 February 2012
745 view

กระตุ้นรังไข่โดยการฉีดฮอร์โมน เอฟเอสเอช

แพทย์ ที่ทำการรักษาต้องการกระตุ้นรังไข่ให้ได้ไข่ที่สมบูรณ์จำนวนมากที่สุดเท่า ที่มีอยู่ จึงต้องควบคุมการให้ฮอร์โมน เอฟเอสเอช และฮอร์โมนอื่น ไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นระหว่างรับการกระตุ้นรังไข่ และต้องระวังไม่ให้เกิดภาวะไข่ตกก่อนเวลาที่กำหนดด้วยเป็น เรื่องสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจว่า เราไม่สามารถเพิ่มขนาดฮอร์โมน เอฟเอสเอช เพื่อให้ได้ฟอลลิเคิลจำนวนที่มากกว่าที่มีตอนเริ่มต้นได้ ขนาดฮอร์โมนที่เหมาะสม พอเพียงกับผู้รับการกระตุ้นแต่ละรายจะยับยั้งการแข่งขันของฟอลลิเคิลเหล่า นั้น เมื่อถึงจุดนั้นเราจะได้ฟอลลิเคิลที่เจริญเต็มที่ในจำนวนที่ดี

ประการ ที่สอง การฉีดฮอร์โมน เอฟเอสเอช ไม่ได้เร่งให้มีการใช้ฟอลลิเคิลและไข่ เร็วขึ้นกว่าในรอบประจำเดือนปกติที่ไม่ได้รับฮอร์โมน ฟอลลิเคิลเหล่านี้เริ่มเจริญขึ้นก่อนหน้านี้แล้วหลายเดือน ซึ่งฟอลลิเคิลที่ไม่เจริญเต็มที่ก็จะฝ่อไปเองตามธรรมชาติ

การให้ฮอร์โมน เอฟเอสเอช มากไปก็ไม่ดี เอฟเอสเอช ในระดับสูง เป็นอันตรายต่อไข่และอาจทำให้ผู้รับการกระตุ้นเกิดภาวะเสี่ยงต่อ การเกิดกลุ่มอาการรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไปได้

ระยะเวลาในการฉีดฮอร์โมน เอฟเอสเอช ก็มีความสำคัญ ระยะปกติของฟอลลิคูลา เฟส เราจะพบว่าฟอลลิเคิลจะมีขนาดโตขึ้น ใช้เวลาราว 11 วัน หรือมากกว่านั้น

เราสามารถตรวจดูระดับเอสโตรเจนในผู้หญิงภายหลังรับ การกระตุ้นไปแล้ว 3 – 4 วัน หากเพิ่มขึ้นไม่มากแสดงว่าตอบสนองไม่ดี เราสามารถเพิ่มปริมาณ เอฟเอสเอช ได้อีก แต่หากตอบสนองมากเกินไป ต้องลดปริมาณ เอฟเอสเอช ที่ใช้ลง

ใน วันที่ 7 – 8 ของการกระตุ้นรังไข่แพทย์จะตรวจติดตามการเติบโตของฟอลลิเคิลเป็นครั้งแรก ด้วยอัลตราซาวด์ และตรวจติดตามครั้งต่อไปแพทย์จะพิจารณาจากการตอบสนองต่อยาของคนไข้แต่ละราย ซึ่งอาจต้องเจาะเลือดดูระดับฮอร์โมนประกอบร่วมกับตรวจด้วยอัลตราซาวด์ ทุก 2 วัน จนกว่าฟอลลิเคิลจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 18 – 20 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมที่จะให้ไข่ที่สมบูรณ์

การทำ IVF โดยใช้ไข่ในรอบธรรมชาติ

สามารถ ทำ IVF ได้โดยไม่ต้องกระตุ้นด้วยฮอร์โมนก็ได้ คือใช้ไข่ที่ได้ในรอบประจำเดือนธรรมชาติ ซึ่งมักมีฟอลลิเคิลเพียงใบเดียว เพื่อทำปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการ แต่อย่างไรก็ตามเรายังต้องการฟอลลิเคิลทั้งหมดที่เจริญมาในรอบนั้น การใช้ฮอร์โมนร่วมด้วยจึงช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์นการทำ IVF หนึ่งรอบ

ไข่ที่มีเหลือในรังไข่

เราไม่สามารถบอกได้ว่าผู้หญิงแต่ละคนจะมีไข่เหลืออยู่ในรังไข่เท่าไร แต่แพทย์จะทราบได้จากการตรวจดูระดับฮอร์โมน เอฟเอสเอช ในกระแสเลือด และการตรวจอัลตราซาวด์ในช่วงต้นของรอบเดือน

การป้องกันไข่ตกก่อนเวลาที่กำหนด

หยุดการสื่อสารระหว่างสมองและรังไข่ เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียไข่ไปก่อนวันเจาะเก็บไข่

การ ป้องกันไข่ตกก่อนเวลาที่กำหนดทำได้โดยให้ GnRH – analogs กลุ่มของยาที่มีความใกล้เคียงกับฮอร์โมนโกนาโดโทรปิน รีลีสซิ่ง ฮอร์โมน ในธรรมชาติ (Gonadotropin releasing hormone:GnRH) ที่สร้างจากต่อมใต้สมองเพื่อควบคุมการปล่อยฮอร์โมนเอฟเอสเอช และ แอล เอช จากต่อมพิทูอิตารี GnRH – analogs มี 2 กลุ่ม คือ agonist และ antagonist ช่วยป้องกัน LH-surge ด้วยกลไกที่ต่างกัน

GnRH agonists ระยะแรกจะกระตุ้นการหลั่งของ เอฟเอสเอช และ แอล เอช ต่อไปจะยับยั้งและควบคุมต่อมพิทูอิตารี agonists ที่ใช้ในประเทศไทยมี 2 ชนิด ในรูปแบบสเปรย์พ่นทางจมูก และรูปแบบฉีด แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละคน

GnRH antagonists เป็นรูปแบบใหม่ของยาฉีด ที่ออกฤทธิ์ยับยั้ง เอฟเอสเอช และ แอล เอช โดยไม่เกิดการกระตุ้นฮอร์โมนทั้งสองก่อน หมายถึงการใช้ยาที่สั้นลง ปกติเริ่มใช้ในวันที่ 6 ของการกระตุ้นด้วย เอฟเอสเอช antagonists ในประเทศไทย ได้แก่ Cetrotide® และ Orgalutran® ซึ่งมีราคาสูงกว่า agonist แต่ประสิทธิภาพในการป้องกัน LH-surge ไม่แตกต่าง ใช้ได้ผลดีกับผู้หญิงที่รังไข่สร้างฟอลลิเคิลน้อยในรอบการรักษาด้วย IVF หรือผู้หญิงที่มีอายุมาก หรือใช้กับผู้หญิงที่ต้องการใช้เวลาในการรักษา ที่สั้นลง แพทย์จะเลือกใช้ยาโดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ อายุ การตอบสนองต่อการรักษาในรอบที่ผ่านมา และ ความสะดวก

การเหนี่ยวนำให้ไข่ตก

การฉีดฮอร์โมน hCG ในช่วงกลางรอบการรักษา เพื่อเลียนแบบ LH-surge

เรา ไม่สามารถใช้ แอล เอช ชนิดสังเคราะห์ เพื่อเลียนแบบ LH-surge ในธรรมชาติ เพราะระยะเวลาที่เกิด LH-surge สั้นมาก จึงใช้ฮอร์โมน hCG ช่วยแทนภาวะ LH-surge ตามธรรมชาติ เพื่อทำให้ไข่สุกเต็มที่ และเกิดการตกไข่ คือทำให้ไข่หลุดจากผนังของฟอลลิเคิลมาลอยอยู่ในน้ำของฟอลลิเคิล เราจึงจะเจาะเก็บไข่ได้

ไข่จะตกหลังจากฉีด hCG ไปแล้วประมาณ 38 ชั่วโมง ไข่ที่โตเต็มที่สามารถลอยตัวอยู่ในน้ำของฟอลลิเคิลได้หลังชั่วโมงที่ 34 เราจึงมีเวลานาน 4 ชั่วโมงเป็นช่วงเวลา (window) ที่เหมาะกับการเจาะเก็บไข่ ดังนั้นเราจึงมักนัดเวลาเก็บไข่หลังจากให้ hCG ไปแล้ว 36 ชั่วโมง

ในท้องตลาดในรูปแบบผง มีชื่อทางการค้าว่า “Pregnyl®” และ “Ovidrel®” แพทย์จะเลือกใช้ตามความเหมาะสม

ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่วันที่ 3. ของการกระตุ้นรังไข่ด้วยเอฟเอสเอช ไปจนถึงวันที่เจาะเก็บไข่เรียบร้อยแล้ว แม้ว่าจะมีโอกาสน้อยที่จะเกิดการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ แต่มีความเสี่ยงต่อการเกิดครรภ์แฝดได้เมื่อย้ายกลับตัวอ่อนแล้ว