โรค มือ เท้า ปาก ไม่มียารักษา คร่าชีวิตน้องโมนางฟ้าตัวน้อย

07 September 2015
608 view

โรค มือ เท้า ปาก

โรคมือเท้าปาก ยังคงพบอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะวัยอนุบาล ไม่นานมานี้ คุณแม่ Saowapa Sittikankaew ได้แชร์เรื่องราวที่แสนเจ็บปวด จากการสูญเสียนางฟ้าตัวน้อยของครอบครัวไปจาก โรคมือ เท้าปาก ที่เชื้อแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ 3 วัน สามารถพรากชีวิตน้อยๆจากอกพ่อแม่ไปอย่างเลือดเย็น แพทย์ยื้อชีวิต ด้วยยารักษาโดสแพงนับแลนบาท ก็ไม่อาจสู้กับเชื้อร้ายตัวนี้ได้ คุณแม่น้องโม ได้ถ่ายทอดเรื่องราวการสูญเสียครั้งนี้ เพื่อฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านดังต่อไปนี้

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงครอบครัวเรา และคอยส่งกำลังใจ ความปราถนาดีมาให้แมวกะโอมาตลอด กำลังใจจากทุก ๆ คน คือสิ่งสำคัญมากในเวลานี้ ที่ทำให้เราค่อย ๆ ดีขึ้น เป็นแรงผลักดันให้เราเลิกทุกข์ พยายามดึงให้ความสุขกลับมาในใจเราให้เร็วขึ้นไว ๆ ตอนนี้เราอาจจะทุกข์ใจบ้าง ในยามที่คิดถึงลูก แต่เราเชื่อว่ากาลเวลาจะค่อย ๆ ทำให้เราดีขึ้นเรื่อยๆ เราจะอดทน และพยายามจะไม่ทุกข์ เพื่อให้นางฟ้าน้อยของเราไม่ต้องห่วง ไม่ต้องทุกข์ไปกะเรา เราอยากเห็นเค้าไปสวรรค์อย่างสบายใจ และเราเชื่อว่าเราต้องทำได้เพื่อนางฟ้าน้อยของเรา  ถึงแม้ว่าว่าเราจะสูญเสียลูกไป แต่ความทรงจำและความสุขที่เราร่วมกันสร้างมายังคงอยู่ในใจเราเสมอ ซึ่งมันจะไม่มีวันลบเลือนไปไหน โมยังเป็นนางฟ้าน้อยๆ ของพ่อและแม่ไปตลอดกาล เราจะยังคิดถึงเค้า รักเค้าไม่มีเสื่อมคลาย เพียงแต่วันนี้เค้าไม่มีกายให้สัมผัสแต่รักนี้จะคงอยู่ตลอดไปรักหมาโมที่สุด

จากนี้จะลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่น้องโมป่วยจนถึงวันเก็บกระดูก
1. วันเสาร์ที่ 22 สค เรา 3 คนพ่อแม่ลูกไปเที่ยวที่ ตลาดน้ำคลองสวน 100 ปีและวัดสมานฯ ฉะเฉิงเทรา ตามที่เพื่อน ๆ เห็นเราโพสเฟสไป

2. วันอาทิตย์ ที่ 23 น้องโมมีตุ่มเม็ดเล็ก ๆ เหมือนผื่นคันธรรมดาขึ้นที่ข้อศอกและหัวเข่า มีอากาศอ๊วก อาหารไม่ย่อย แต่ไม่มีไข้ เราจึงพาไปคลีนิคกรุงเทพระยอง หมอบอกเป็นแค่ผื่นคันธรรมดา ได้ยาแก้แพ้ ยาทามาทา และยาลดอาเจียน ช่วยย่อย และก็ให้กลับบ้าน

ตกดึก น้องโมเริ่มมีไข้อ่อน ๆ แต่เราก็ไม่ได้ให้กินยาลดไข้ พอเช้าเราก็ตื่นนอน ทำกับข้าวไว้ให้ลูกปกติ พอตอนไปปลุกลูกอาบน้ำ กินข้าวแต่ตัวไปโรงเรียน ก็จับตัวลูกก็ร้อน ๆ จับมือ และเท้าพลิกดู ก็เริ่มมีตุ่มใส ๆ แดง ๆ ขึ้น 2-4 เม็ด เราก็เอ๊ะใจ จะเป็นมือเท้าปากที่ระบาดในเด็กรึป่าว เลยเปลี่ยนใจลางานพาลูกไปโรงพยาบาล สิริกิตริ์ กรมแพทย์ทหารเรือดีกว่า

3. เช้าวันจันทร์ที่ 24 เราพาลูกไปหาหมอที่ รพ.สิริกิตร์ กรมแพทย์ทหารเรือ หมอที่ตรวจเมื่อเห็นตุ่ม บอกเลยว่าโมเป็น โรค มือเท้าปาก ซึ่งไม่มียารักษา ต้องรักษาตามอาการ เหมือนคนเป็นหวัด มีน้ำหมูก ก็กินยาลดนำ้หมูก ถ้ามีไข้ก็ต้องกินยาลดไข้ โรคมือเท้าปาก โดยปกติปัญหาอยู่ที่ เด็กจะเจ็บปาก เจ็บคอ กินไม่ได้ จะเพลีย และมีไข้สูง ส่วนของน้องโมก็มีปัญหากินไม่ได้ กินแล้วอ๊วก คุณหมอเลยให้นอน รพ.ให้น้ำเกลือและยากันอ๊วก แล้วก็นอน รพ ก่อนเที่ยงของวันนั้นเลย ซึ่งโมกินข้าวได้เยอะมากทั้งมื้อเที่ยงและมื้อเย็น ร่าเริงปกติ พูดมากเหมือนเดิม ซึ่งเราคิดว่าลูกใกล้จะหายแล้ว มีแต่ไข้เท่านั้นที่ไม่ยอมลด เราเช็ดตัวลูกทุก 1-2 ชม แต่ไข้ไม่เคยลดต่ำกว่า 38.2 เลย แต่เราก็ไม่ได้กังวลอะไร เพราะโมเค้ากินได้ ร่าเริงปกติ เพียงแต่ต้องคอยเช็ดตัวไม่ให้ไข้สูงมากไปกว่านี้

4. วันอังคาร ที่ 25 อาการโมยังคงเป็นเหมือนวันจันทร์ กินได้เยอะมาก ทั้งข้าว ทั้งขนม ร่าเริงปกติ จนเราวางใจ ช่วงบ่ายจึงขอแฟนไปทำงานครึ่งวัน ปล่อยให้พ่อลูกอยู่ด้วยกัน 2 คน แต่เราก็โทรหาทึกชั่วโมง ก็ได้คุย ได้ยินเสียงโมหัวเราะปกติ ตกเย็นเลิกงานเราก็เข้าบ้าน อาบน้ำแล้วก็ไป รพ. แต่พอไปถึงเราสังเกตุเห็นลูกเริ่มมีอาการคลืดคราด มีน้ำหมูกและสะเลดติดคอ เลยบอกพยาบาลให้ตามหมอมาดู หมอเลยสั่งให้ล้างจมูก และดูดสะเลด ลูกก็หายใจดีขึ้น แล้วก็กลับมานอน เราก็คอยเช็ดตัว คอยดูแลตลอด จนตี 2 ลูกไข้ขึ้น เราก็เช็ดตัวอีกรอบ พยาบาลก็เอายาลดไข้ให้กิน และล้างจมูกให้ แต่ลูกเราไข้สูง เกิดชักกระทันหัน วุ่นวายกันทั้งตึก และก็ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ส่งเข้า icu เลย ทั้งเจาะเลือด เจาะไขกระดูกสันหลัง เอ็กเรย์ปอด แล้วหมอก็เรียกเรากะแฟนไปคุยตอนเกือบตี 4 พูดถึงอาการโดยรวม แบบแบ่งรับแบ่งสู้และให้เราเริ่มทำใจ เพราะเชื้อไวรัสเริ่มไปปอดแล้ว แต่เรากะแฟนก็ยังใจดีอยู่ คิดว่าลูกไม่เป็นไร ลูกเราแข็งแรงดี จึงขอเข้าไปดูลูก ไปคุยกับลูก โมเค้าก็เหมือนรับรู้ เรียกชื่อ เค้าก็พยักหน้ารับรู้ พยายามลืมตามองหน้าเรา เราก็มีกำลังใจขึ้นเยอะ และยังเชื่อว่าลูกต้องดีขึ้น ต้องหาย เรากะแฟนเลยตัดสินใจไปเก็บของออกจากห้องพิเศษกลับบ้านไปนอนพักก่อน แล้วตอนเช้าค่อยเอาตุ๊กตาตัวโปรดและหนังสือนิทานมาเล่าให้ลูกฟังดีกว่า เราเลยพากันกลับบ้านตอนหกโมงกว่า

5.เช้าวันพุธ ที่ 26 คเราไปนอนพักได้ไม่ถึงชั่วโมง ก็รีบตื่นอาบน้ำเก็บของไปหาลูกที่ รพ พอไปถึงหมอก็เรียกคุยถึงอาการน้องโม ว่ามีอาการ ความดันต่ำ และไม่ค่อยสู้ดี ทีมหมอได้ประชุมกันแล้ว เห็นสมควรว่าน้องอาการแย่ลง จึงจะให้ยาฆ่าไวรัสตัวที่ดีที่สุด และแพงที่สุดที่ประเทศเรามี ราคา 110,300 บาทเพื่อจะช่วยชีวิตน้องโม เราก็ยินดีให้หมอช่วย ไม่ว่าจะเสียเท่าไหร่เราก็ยอม แต่สุดท้ายแล้วเราก็ไม่ได้เสียเงิน เพราะทาง รพ หาทางช่วยใช้สวัสดิการต่าง ๆ แทน เราถามหมอยาราคาเป็นแสนนี้เคยใช้ได้ผลไหม หมอบอกเคยใช้ได้ แต่สำหรับน้องโมหมอไม่แน่ใจ ต้องคอยดูและภาวะนาให้ร่างกายน้องโมตอบรับกับยาตัวนี้ ระหว่างที่ให้ยาเราก็เทียวเข้าเทียวออก ไปคุยกะลูก เล่านิทานให้ลูกฟัง สลับกับคุบกับหมอ เวลาที่เราคุยกะลูก ลูกก็เหมือนรู้สึกตัวดี รับรู้ได้ แต่พอคุยกะหมอ หมอกลับบอกว่า ลูกหายใจได้เพราะเครื่องช่วยหายใจ รับรู้ได้เพราะปฏิกิริยาของยา แต่เราก็ไม่เชื่อว่าหมอพูดจริง เพราะเรายังเชื่อว่าลูกรับรู้ได้ ลูกเราเก่ง ลูกเราสู้ ลูกเราต้องหาย ทั้งที่ก็ร้องให้ตลอดตั้งแต่เค้าเข้า icu ประมาณบ่ายโมง หมอเรียกเราไปคุยอีก บอกว่าเชื่อมันลามไปสมองแล้วและกำลังไปที่หัวใจ เราขอหมอย้ายจะพาลูกไป รพ เอกชนแต่ด้วยเหตุและผลทางการแพทย์และเรื่อง คชจ. แล้วหมอไม่อยากให้ไป ซึ่งหมอพยายาช่วยและคุยกับหมอ รพ ชลบุรี เพื่อจะส่งตัวน้องโมไปรักษากับทีมหมอที่เก่งที่สุดอยุ่ แต่ยังรอคำตอบอยู่ ว่าเค้าจะรับหรือไม่ ในที่สุดทาง รพ ชลบุรีก็ตอบรับกลับมาตอนบ่าย 3 ให้ส่งตัวน้องโมไป เราก็วุ่นวายทำเรื่องส่งตัวน้องโมกัน จน 4 โมงครึ่ง ก็ทำการเคลื่อนย้าย จากห้อง icu ขึ้นรถฉุกเฉินไป รพ ชลบุรี แต่โชคราย ระหว่างเคลื่อยย้ายกันนั้น น้องเกิดภาวะแทรกซ้อน ทำให้หัวใจหยุดเต้น ต้องปั้มหัวใจ ทั้งทีมแพทย์ แพทย์กู้ชีพ พยาบาล ร่วม 20 ชีวิต พยายามช่วยกันช่วยชีวิตน้องโม ร่วม 1 ชั่วโมง แต่น้องโมก็ไม่กลับคืนมา เราจึงปล่อยน้องไปในเวลา 18.07 น.

จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่น้องโมป่วย ใช้เวลาแค่ 3 วัน เชื้อไวรัสที่น้องได้รับ ลุกลามไปไวมาก และยิงเข้าสู่จุดสำคัญทั้ง ปอด สมอง และหัวใจ ซึ่งถึงวันนี้. ทีมหมอก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่า ไวรัสชนิดไหนที่น้องโมได้รับมา จุดกำเหนิดอยู่ที่ไหน ซึ่งต้องนำเชื้อ เนื้อเยื้อไปเพาะก่อนถึงจะรู้แน่ชัดซึ่งต้องใช้เวลาอย่างไวสุดก็เป็นอาทิตย์ และกรมควบคุมโรคเองก็ต้องหาจุดที่น้องได้รับเชื้อเพื่อหาทางแก้ไข ป้องกัน ไม่ให้ระบาด ดังนั้น จึงอยากให้เพื่อนๆ ที่มีลูกเล็ก หรือวัยปฐม ให้ระมัดระวังและคอยสังเกตอาการลูกน้อยให้ดี เมื่อเห็นความผิดปกติอย่านิ่งนอนใจ รีบพาไปหาหมอให้เร็วที่สุด ทุกครั้งที่ไปเที่ยว ไปแหล่งชุมชน คนพลุกพล่าน ควรล้างมือให้บ่อยครั้งเท่าที่จะทำได้ พกแอลล์กอฮอล์ล้างมือด้วยยิ่งดี ล้าง เช็ดบ่อย ๆเพราะเชื้อมือเท้าปาก มีทั่วไป เด็ก ๆ จะรับมาได้ง่ายมาก ถ้ารับเชื้อที่ไม่รุนแรง ก็จะหายเองภายใน 2-3 วัน แต่ถ้าได้รับชนิดรุนแรงอย่างน้องโมละก็กลัวจะรักษาไม่ทันการณ์ ทางที่ดี ถ้าป้องกันได้ก็อยากให้ป้องกันให้ดีไว้ก่อนดีกว่าค่ะ

หลังจากน้องเสีย เช้าวันพฤหัส ที่ 27 เราก็กลับไปที่ โรงพยาบาล ไปแจ้งตาย เดินเรื่องพาน้องกลับบ้านเชียงราย เอาศพออกได้ 4 โมงเย็น ก็มีทั้ง ลุง ป้า ปู่ ย่า ยาย ไปรับศพและมุ่งหน้ากลับเชียงรายเย็นนั้นเลย

น้องถึงบ้านเชียงรายเช้าวันศุกร์ ที่ 28 เวลาประมาณ 7.00 น โดยประมาณ เราตั้งศพสวดอภิธรรม 3 คืนคือ คืนศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ ฌาปณะกิจวันจันทร์ที่ 31 เวลา 14.00 น.

การจัดงานราบรื่นดี อาจจะมีเศร้าบ้าง แต่ไม่มาก อาจเพราะนางฟ้าน้อยดลใจให้พ่อและแม่ได้คิดและทำอะไรดี ๆ เพื่อเค้าเป็นครั้งสุดท้าย เลยเหมือนเพลิน ได้ใช้ความคิด และสนุกกับการจัดงานศพให้ลูกมากกว่า
ไม่ว่าจะเป็นการไม่ใส่เสื้อดำไว้ทุกข์ เพราะคิดว่าเราไม่ทุกข์ ลูกก็ไม่ได้ทุกข์ ลูกไปสบาย ลูกไปเป็นนางฟ้า, วาดกาตูนร์ตัวโปรดที่โลงศพลูก, เอาผ้าสีสรรแทนผ้าดำคลุมโลง, เอาตุ๊กตาตกแต่งแทนดอกไม้, ไม่ซื้อพวงหรีดให้ลูก แต่ของคนอื่นเราก็ยินดีรับไว้, จ้างวงดนตรี ระนาด รัวกลองมาบรรเลง, จุดพลุสี, ปล่อยโคมไฟเป็น 100 ลูก, อัดรูปลูกตั้งแต่เกิด ไปเที่ยว ไปทำบุญ กิจกรรมต่าง ๆ จนถึงวันที่เค้าเสีย มาจัดบอร์ด แขวนไว้ให้แขกได้เห็นความน่ารักของนางฟ้าน้อย ซึ่งสิ่งที่ทำให้ลูกล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่โมชอบและพ่อกับแม่ก็อยากจะทำให้เค้าด้วย ทำแล้วพ่อกับแม่ก็มีความสุข คลายความทุกข์ไปเยอะมากจนถึงวันที่ต้องส่งคืนร่างลูกให้กับธรรมชาติ เราก็ร่วมกัน ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้อง แขกทั้งหลายไปส่งนางฟ้ากลับสวรรค์กันอย่างพร้อมหน้าด้วยความยินดีไร้ซึ่งน้ำตาแห่งความอาลัยในเวลา 14.00 น. ของวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม หลังจากนั้น 2 วัน ก็ได้ทำพิธีเก็บกระดูก บรรจุโกศ เป็นอันเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์แบบ

Mama Expert ขอแสดงความเสียใจและอาลัยยิ่งกับครอบครัวที่ต้องสูญเสียน้องโมนางฟ้าตัวน้อยๆไปอย่างไม่มีวันกลับ หลับให้สบายนะคะ … นางฟ้าของทุกคน

ขอบคุณข้อมูล :FB _  Saowapa Sittikankaew

บทความที่เกี่ยวข้อง