ปวดรอบเดือนเร...

ปวดรอบเดือนเรื้องรังคุณอาจเป็น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

เยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นผิดที่  (Endometriosis) หมายถึงการที่มีเซลล์คล้ายกับเยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญขึ้นที่อื่นนอกเหนือ จากในโพรงมดลูกที่มันควรอยู่  พบได้3-18 % ในผุ้หญิงทั่วไป และการเจริญผิดที่นี้แบ่งเป็น

1. อยู่ในเนื้อมดลูก  (Endometriosis interna หรือ Adenomyosis)  หมายถึง  เยื่อบุโพรงมดลูกมันเจริญแทรกเข้าไปอยู่ในกล้ามเนื้อมดลูกแทนที่จะอยู่แต่ เพียงผิวด้านในของมดลูกเท่านั้น Adenomyosis แบ่งออกเป็น 2  แบบที่รวมกันอยู่เป็นกลุ่มก้อนเฉพาะที่ (Localized) หรือแบบที่มันกระจายกันอยู่ทั่วเนื้อมดลูกทั้งก้อน (Overanalyzed) ทำให้เนื้อมดลูกโตขึ้นเฉพาะที่หรือโตขึ้นทั้งก้อน  เวลาตรวจจะพบว่ามดลูกโตขึ้นคล้ายกับโรคเนื้องอกมดลูก

2. อยู่นอกมดลูก (Endometriosis externa หรือ เรียก Endometriosis เฉย ๆ )  คือ เยื่อบุโพรงมดลูกไปขึ้นนอกจากในเนื้อมดลูก  มักขึ้นที่รังไข่  ท่อมดลูก  เส้นเอ็นของมดลูก หรือนาน ๆ ก็พบว่ามีบ้างที่ตับ  กระบังลมปอด  หรือเนื้อปอด  หรือขึ้นที่แผลที่เคยผ่าตัดช่องท้อง

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เกิดขึ้นได้อย่างไร

จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่า เกิดจากขณะมีรอบเดือน เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดออกมาพร้อมกับเลือดไหลย้อนกลับไปทางท่อนำไข่  ทำให้เข้าไปในช่องท้องบริเวณอุ้งเชิงกรานได้เกิดขึ้นในผู้หญิงสุขภาพปกติมากถึง 70-80 % ที่เลือดไหลย้อนเข้าไปในอุ้งเชิงกราน และการที่เลือดจากรอบเดือนไหลย้อน ไม่ได้ก่อให้เกิด เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในทุกๆคน และยังหาที่สรุปไม่ได้ว่าเกิดจากอะไร

 

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิด
เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
อาการของโรค เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

1. อาการปวด  ได้แก่  การปวดประจำเดือน  ปวดท้องน้อยเรื้อรัง  ปวดเวลาถ่ายอุจจาระ (โดยเฉพาะเวลาท้องผูก)  ปวดเวลาปัสสาวะ  หรือปวดปัสสาวะตลอดเวลา  ปวดที่บริเวณแผลผ่าตัดหน้าท้อง  (ซึ่งมักปวดมากเวลามีประจำเดือน)  ปวดเวลามีเพศสัมพันธ์ (และ/หรือหลังจากนั้น)

การเกิดอาการปวด เนื่องจากมีสารเคมีเกิดขึ้นบริเวณที่เป็นโรคทำให้เกิดลักษณะคล้ายการอักเสบ เป็นแผล  สารเคมีนี้กระตุ้นปลายประสาทความรู้สึกให้รับรู้การเจ็บปวดรุนแรงกว่าปกติ  หรืออาการเจ็บป่วยอาจเกิดจากการมีแผลเป็นจากปฏิกิริยาอักเสบดังกล่าว

2. อาการเลือดประจำเดือนผิดปกติ  คือ  ประจำเดือนมามาก  มาไม่สม่ำเสมอ  มานาน  มากะปริดกะปรอย  การมีประจำเดือนผิดปกติ  อาจอธิบายได้ว่าเกิดจาก โรคนี้มีส่วนทำให้ไข่ไม่ค่อยตก, เลือดออกมากเพราะมันมีส่วนทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติ, ทำให้มดลูกโต  มีเนื้อที่การมีเลือดออกในโพรงมดลูกมากขึ้น  และการที่ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่  ไปแทรกระหว่างกล้ามเนื้อมดลูกทำให้มดลูกบีบตัวเพื่อให้เลือดหยุดได้ไม่ดี

คนที่เป็นโรคนี้ก็จะมีอาการประจำเดือนมากผิดปกติได้เช่นเดียวกับคนที่เป็นโรคเนื้องอกของมดลูก

3. การมีบุตรยาก  สตรีที่มีบุตรยากมีสาเหตุหลายอย่าง  และพบว่ามีโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่  อยู่ด้วย (20-50 %) อธิบายว่าเป็นเพราะเวลาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ไปเกาะ  มีการสู้กันระหว่างเซลล์ที่ไปเกาะ กับ antibody ของร่างกายทำให้มีลักษณะการอักเสบและมีการสร้างพังผืดเกิดขึ้น (พังผืดหมายถึงการที่อวัยวะที่ไม่ควรติดกัน  ไปถูกยึดติดกันหรือผิดรูป หรือหมายถึง เยื่อบาง  ๆ ที่ยึดอวัยวะที่ต่างกันเข้าด้วยกัน  เกิดจากปฏิกิริยาที่มีกรอักเสบนาน ๆ –ผู้เขียน)  ทำให้ไข่ตกออกมาจากรังไข่ไม่ได้  ท่อนำไข่ตัน  หรือไปจับไข่ที่ตกจากรังไข่เข้ามาในท่อไม่ได้หรืออธิบายว่าถึง แม้เป็นโรคไม่รุนแรง  แต่ไม่ตั้งครรภ์เกิดจากสารเคมีที่เกิดขึ้นผิดปกติไปลดการทำงานของรังไข่  ลดคุณภาพของไข่และตัวอ่อน  ทำให้การปฏิสนธิไม่ดีหรือการแบ่งเซลล์ไม่ดีนอก จากนี้ยังก่อให้เกิดปัญหามีบุตรยากทางอ้อมคืออาการเจ็บจากการมีเพศสัมพันธ์  ทำให้มีการหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ โอกาสตั้งครรภ์จึงลดลง

4. อาการพบก้อนในท้องน้อย  เกิดจากการเกิดถุงน้ำเลือด (Chocolate Cyst) ที่รังไข่ (คือ Endometriosis เกิดขึ้นในรังไข่ทำให้มีเลือดออกและขังตัวสะสมกันอยู่นาน ๆ กลายเป็นถุงเลือดที่โตขึ้นเรื่อย ๆ ) หรือเกิดจากมดลูกที่โตขึ้น  (จาก Adenomyosis)

 

การวินิจฉัยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
  1. การวินิจฉัยเบื้องต้นจากการซักประวัติผู้ที่มาพบแพทย์ ประกอบกับการตรวจภายใน  พบว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการเจ็บ  หรือลักษณะเหมือนมีพังผืด  ด้านหลังของมดลูก  และที่เส้นเอ็นของมดลูก
  2. การตรวจขั้นต่อไป  เพื่อให้การวินิจฉัยแม่นยำขึ้น  คือ การทำ ultrasound และการตรวจที่แน่นอนที่สุดคือการทำส่องกล้องเข้าไปในช่องท้องร่วมกับการตัด ชิ้นเนื้อเล็ก ๆ เอามาพิสูจน์ทางพยาธิวิทยา
  3. การได้มองเห็นรอยโรค (lesion) จากการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง  หรือผ่าตัดส่องกล้องช่องท้อง  (คือการทำแผลเล็ก ๆ ตรงสะดือ  แล้วสอดกล้องเข้าไปส่องดูอวัยวะในช่องท้อง) จะทำให้วินิจฉัยได้แม่นยำมากที่สุด
  4. การทำ อัลตร้าซาวนด์ และการทำผ่าตัดส่องกล้อง (laparoscopy) มีประโยชน์ในการวินิจฉัยแยกจากโรคที่เป็นมะเร็ง (เช่นมะเร็งรังไข่) ด้วย  และแยกจากโรคอื่นที่ทำให้มีอาการคล้ายเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่  เช่น อักเสบในอุ้งเชิงกราน  เนื้องอกมดลูก  มดลูกเจริญผิดรูป  ยังไม่มีวิธีพิสูจน์โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่โดยการเจาะเลือด
การรักษา  เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

โรค นี้สามารถรักษาได้โดยทางยา  และทางผ่าตัดแล้วแต่จุดประสงค์เพื่อแก้ปัญหาอะไรให้คนไข้  ได้แก่  เรื่องปวด  เรื่องเลือดประจำเดือนผิดปกติ  เรื่องมีบุตรยาก  หรือเรื่องถุงเลือดรังไข่ (chocolate cyst)  หรือรักษาภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่อย่างอื่น
การรักษารอยโรคให้เล็กลงหรืออาการน้อยลง

มียาหลายชนิดที่ทำให้รอยโรคหรือแผลเป็นจากโรคนี้ลดขนาดลง  ลดปฏิกิริยาของร่างกายลง  ได้แก่

1. ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) จะช่วยทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกฝ่อลงทั้งในมดลูกและนอกมดลูก  ที่นิยมใช้คือ  ยาฉีดคุมกำเนิดและยารับประทานคุมกำเนิด  (ยารับประทานมีเอสโตรเจนอยู่ด้วย) ยาฉีดคุมกำเนิดทำให้อาการลดลงได้  แต่อาจมีปัญหาประจำเดือนไม่ปกติ  หรือทำให้ไม่มีประจำเดือน  ยารับประทานทำให้มีประจำเดือนมาสม่ำเสมอแต่น้อยลง  เมื่อเลิกยาก็หมดฤทธิ์ไป

2. Danazol ทำให้ไม่ตกไข่  มีฮอร์โมนมาเลี้ยงเยื่อบุโพรงมดลูกน้อยลง  เยื่อบุมดลูกฝ่อลง  อาการดีขึ้น  แต่มีผลข้างเคียงคือประจำเดือนมาผิดปกติ  ไม่มีประจำเดือน  และที่สำคัญคือทำให้มีขนขึ้นผิดปกติ  มีเสียงใหญ่ขึ้นแบบผู้ชาย  (กรณีการมีเสียงใหญ่ขึ้น  เมื่อเลิกยาเสียงก็ไม่เปลี่ยนกลับอย่างเดิม)  ไขมันในเลือดผิดปกติและอาจเป็นอันตรายต่อตับ  ปัจจุบันคาดว่าสูตินรีแพทย์ไม่ใช้ยานี้แล้ว

3. ยา Gonadotropin-releasing agonist (GnRHagonist) เป็นยาลดฮอร์โมนที่มากระตุ้นรังไข่  ทำให้รังไข่ไม่ทำงาน  จึงไม่มีฮอร์โมนรังไข่  เกิดภาวะและมีอาการเหมือนวัยหมดประจำเดือน  ทำให้เยื่อบุมดลูกยุบตัวเล็กลงเพราะไม่มีฮอร์โมนมากระตุ้น  ผลค้างเคียงจึงเป็นแบบเดียวกับคนหมดประจำเดือน  คือ หงุดหงิด  ร้อนวูบวาบ  ช่องคลอดแห้ง  กระดูกบางลง เป็นต้น  ยานี้มีทั้งชนิดฉีดและพ่นจมูก  ปกติถ้าแพทย์ใช้ก็ใช้แบบเป็นการชั่วคราว  ไม่รักษาระยะยาว

4. การผ่าตัด  คือ การตัดเอารอยโรคหรือส่วนที่เป็นโรคออกไป  ปัจจุบันนิยมใช้การผ่าตัดแบบส่องกล้องช่องท้องมากที่สุด  เพราะได้ผลดี  พังผืดน้อย  เจ็บปวดน้อย  ฟื้นตัวเร็ว (แต่ค่าใช้จ่ายจากการใช้เครื่องมือพิเศษนี้ยังแพงกว่าผ่าตัดธรรมดา) จุดประสงค์ของการผ่าตัดก็เพื่อให้อวัยวะภายในกลับสู่สภาพปกติมากที่สุด  ทำลายรอยโรคที่มองเห็นออกให้มากที่สุด   ผลการรักษาแบบผ่าตัดธรรมดาและผ่าตัดส่องกล้องมีคุณภาพพอ ๆ กัน

ผู้หญิงทุกคนที่มีรอบเดือน มีโอกาสเกิด เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ได้เป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่ถ้าหากปวดท้องน้อยอยู่เป็นประจำ หรือปวดต่อเนื่อง ควรพบแพทย์ จะได้รักษาอย่างตรงจุด โดยเฉพาะ ผู้ที่ต้องการตั้งครรภ์ แต่ไม่ตั้งครรภ์ซักที ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อรักษาอาการ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ก่อน ถึงจะเข้าสู่กระบวนการตั้งครรภ์อย่างสำเร็จ