ลงทุนให้ลูกด้วย “ นมแม่

02 January 2012
564 view

คนส่วนใหญ่มอง ”การลงทุน” ว่า เป็นการเอาเงินใส่ลงไปเพื่อให้เงินงอกเงยเป็นผลตอบแทนออกมาเป็นกำไร แต่ในยุคเศรษฐกิจตกสะเก็ดนี้เรามามองหาทางลงทุนให้ลูกโดยไม่ต้องใช้เงินกันดีกว่า การลงทุนให้ลูกซึ่งเป็น “ชีวิต” หนึ่งที่มีจิตใจและความรู้สึก จะเอาแต่เงินมาลงทุนคงจะไม่ได้   การลงทุนกับ “ ชีวิต” ต้องใส่ “ชีวิตจิตใจ” ลงไปด้วยค่ะ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือ การลงทุนให้ลูกในช่วง 2 ปีแรก ไม่สามารถจะรอเวลาได้ ต้องเริ่มตั้งแต่แรกคลอด ทั้งนี้เพราะสมองและทุกส่วนของร่างกายเด็กมีการเจริญเติบโต และพัฒนาขึ้นเป็นลำดับตั้งแต่วันที่เขาลืมตาดูโลก สมองของเด็กเมื่อสิ้นขวบปีแรกจะมีขนาดเท่ากับ 2 ใน 3 ของสมองผู้ใหญ่ และเมื่ออายุครบ 2 ปี จะเท่ากับ 4 ใน 5 ของสมองผู้ใหญ่   เมื่อสมองมีการเจริญอย่างรวดเร็วเช่นนี้ การให้อาหารแก่เด็กในช่วงนี้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แต่จะให้อาหารอย่างไรจึงเป็นการลงทุนที่ให้ทั้ง “ ชีวิต” และ “จิตใจ” “นมแม่” คือ คำตอบที่สมบูรณ์

  • นมแม่ให้ “ชีวิต” เพราะอุดมด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าบำรุงสมองและร่างกายลูก พรั่งพร้อมด้วย ภูมิคุ้มกันโรค
  • นมแม่ให้ “จิตใจ” ด้วยการผูกสัมพันธ์ ระหว่างแม่ลูกให้มีความเอื้ออาทรต่อกัน
  • นมแม่เป็นทั้งอาหารกายและอาหารใจ
  • ข้อสำคัญคือ นมแม่ไม่ต้องซื้อไม่ต้องหา ประหยัดเงินค่านมผงไปได้เดือนละหลายพันบาททีเดียว เรามาลงทุนสร้างสมองลูกด้วยนมแม่กันเถอะค่ะ

เชื่อมั่นว่านมแม่ดีจริง

  • นมแม่มีโปรตีน ไขมัน แลคโต๊ส และวิตามิน เกลือแร่ต่างๆครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ
  • ส่วนประกอบในนมแม่เป็นต้นแบบให้นมผงทำเลียนแบบ แต่ไม่มีทางทำได้เหมือน เพราะ     เซลล์ และสารภูมิต้านทานในนมแม่ผลิตจากร่างกายคุณแม่เท่านั้น ไม่มีโรงงานที่ไหนผลิตได้
  • นมแม่มีสารช่วยพัฒนาสมอง
  • นมแม่มีปัจจัยกระตุ้นการเจริญเติบโตของระบบประสาท (Nerve growth factor)ซึ่งไม่มีในนมผงชนิดใดๆทั้งสิ้น นอกจากนี้ กรดไขมันชนิดโอเมก้าสามที่ชื่อ DHA ก็มีอยู่ในนมแม่มานานก่อนที่นมผงต่างๆจะเอามาเติมกันทีหลัง ร่างกายใช้สารนี้ในการสร้างเส้นใยประสาทในสมอง แม่ที่ให้นมลูกควรกินอาหารที่มี DHA มากคือ ปลา กุ้ง หอย ปู อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งเพื่อเพิ่มปริมาณ DHA ในน้ำนมแม่ ลูกที่กินนมแม่จะได้สารนี้ไปเสริมสร้างสมอง
  • การอุ้มลูกให้ดูดนมแม่ช่วยพัฒนาสมอง

สมองของทารกจะต้องได้รับสิ่งกระตุ้น เพื่อให้เส้นใยประสาทแตกแขนงงอกงาม สิ่งกระตุ้นอาจจะมาจากภาพ เสียง กลิ่น รส หรือการสัมผัสที่ผิวหนัง เมื่อจะให้ลูกดูดนมแม่ คุณแม่ต้องอุ้มลูกขึ้นมากอดกระชับ ผิวสัมผัสผิวเลยใช่ไหมคะ การสัมผัสใกล้ชิดเช่นนี้เป็นการกระตุ้นประสาทรับสัมผัสของลูกได้เป็นอย่างดี ถ้าอุ้มลูกขึ้นดูดนมแม่วันละ 8 ครั้ง ประสาทสัมผัสและสมองลูกก็ได้รับการกระตุ้นอย่างน้อยวันละ 8 ครั้งด้วย     ในขณะที่ลูกดูดนมแม่ ลูกยังใช้ดวงตามองแม่ด้วย การอุ้มลูกให้กินนมจากเต้านมทั้งสองข้างสลับกัน ทำให้ลูกได้ฝึกการใช้ตามองหน้าแม่จากทั้งทางซ้ายและขวา สมองจะพัฒนาได้จากการใช้อวัยวะทั้งสองด้านของร่างกายเช่นนี้ การดูดนมแม่มีผลต่อการพัฒนากล้ามเนื้อบนใบหน้าด้วย โดยรูปปากของลูกไม่เปลี่ยบแปลง เพราะลานหัวนมของแม่มีความยืดหยุ่น จึงเปลี่ยบรูปทรงตามปากของลูก ผิดกับจุกนมยางซึ่งแข็ง และทำให้ลูกต้องทำปากจู๋ให้พอดีกับจุกนม การที่ทารกต้องใช้กล้ามเนื้อหลายมัดในการดูดนมแม่ ทำให้ทารกที่ดูดนมแม่มีขากรรไกร ฟัน และปากที่มีพัฒนาการอย่างเหมาะสม

การให้นมแม่มีผลระยะยาวต่อการพัฒนาสมอง

จากการศึกษาวิจัยพบว่านมแม่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของสมองและสติปัญญาของเด็ก โดยเฉพาะทารกที่คลอดก่อนกำหนด ผู้วิจัยได้วัดไอคิวของเด็กที่คลอดก่อนกำหนด 300 รายในประเทศอังกฤษ โดยวัดเมื่อเด็กเหล่านี้มีอายุ7-8 ปี พบว่า กลุ่มทารกที่ได้รับนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดมีไอคิวสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้นมแม่ 8.3 จุด ส่วนในทารกที่คลอดครบกำหนด จะพบว่าเด็กที่กินนมแม่มีไอคิวสูงกว่าเด็กที่กินนมผง 2.66 จุด และการกินนมแม่เป็นระยะเวลายิ่งนานจะยิ่งมีคะแนนระดับสติปัญญาสูงขึ้นตามระยะเวลา ไม่มีข้อสงสัยอีกต่อไปแล้วว่า นมแม่มีส่วนช่วยพัฒนาสมอง และระบบประสาทของเด็ก โดยร่วมกับปัจจัยทางกรรมพันธุ์ของพ่อแม่ และการเลี้ยงดูที่มีการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย มีผู้เลี้ยงดูใกล้ชิดสัมผัสอุ้มชู พูดคุยโต้ตอบกับเด็ก  เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมกับศักยภาพในตัวที่จะพัฒนาทั้งทางร่างกาย จิตใจและสติปัญญา  การเลี้ยงดูที่เหมาะสมร่วมกับการให้นมแม่ จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

 

บทความที่เกี่ยวข้อง