แพ้นมวัว รักษาด้วยนมแม่ หรือนมสูตร H.A.

28 January 2014
849 view

การแพ้โปรตีนในนมวัว

การแพ้นมวัวเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แต่จะพบมากในวัยทารก โดยเฉพาะขวบปีแรก พบประมาณ 2-3% การแพ้นมวัวนี้เกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของทารกมีการตอบสนองต่อ สิ่งแปลกปลอมซึ่งก็คือโปรตีนในนมวัว ร่างกายจึงพยายามกำจัดออกไป เป็นการเริ่มต้นปฏิกิริยาการแพ้ ทำให้ทารกหงุดหงิดและร้องกวน ปวดท้องและอาการทางร่างกายอื่นๆ ในนมวัวมีโปรตีนที่ทำให้เกิดการแพ้มากกว่า 20 ชนิด การศึกษาส่วนใหญ่พบว่า “เคซีน” และ “เบต้าอิมมูโนกลอบูลิน” เป็นโปรตีนหลักที่ทำให้เกิดการแพ้ อาการแพ้นมวัวนี้จะหายไปได้เมื่อเด็กโตขึ้นถึงอายุ 3-5 ขวบ แต่บางคนอาจไม่หายก็ได้ เด็กกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงนมและผลิตภัณฑ์นมหรืออาหารที่มีนมเป็น องค์ประกอบอยู่ อาการที่พบเมื่อทารกแพ้นมวัวจะเกิดขึ้นทันทีหรือหลังจากกินนมไปแล้วหลาย ชั่วโมงหรืออาจจะเป็น 7-10 วันก็ได้ โดยอาการจะเกิดขึ้นกับหลายระบบ ได้แก่ ทางเดินอาหาร (ปวดท้อง ท้องเดิน อาเจียน) ทางเดินหายใจ (มีน้ำมูกไหล คัดจมูก หลอดลมอักเสบ เป็นหวัดบ่อย ไอ ไซนัสอักเสบ หายใจมีเสียงวี้ด) ทางผิวหนัง (มีผื่นแดง ลมพิษ ผิวหนังอักเสบเป็นตุ่มพอง ตกสะเก็ดและแสบคัน) และอาจถึงภาวะช็อคได้ นอกจากนี้ทารกจะมีอาการหงุดหงิด อาการโคลิกคือร้องไห้กวนมาก และเติบโตช้ากรณีที่อาการเกิดขึ้นช้า ได้แก่ ถ่ายเหลวอาจมีเลือดปน อาเจียน ไม่อยากกินอาหาร หงุดหงิดหรือร้องไห้กวน และมีผื่นขึ้นตามผิวหนัง ซึ่งบางครั้งจะแยกออกจากความผิดปกติอื่นๆ ได้ยาก สำหรับกรณีที่อาการเกิดขึ้นทันทีทันใด อาการที่พบได้แก่ หงุดหงิด อาเจียน หายใจมีเสียงวี๊ด บวม ท้องเดินมีเลือดปนมากับอุจจาระ ในเด็กบางคนจะมีอาการรุนแรงจนช็อกแต่พบได้น้อยมาก ถ้าคุณแม่สังเกตได้ว่าลูกมีอาการเหล่านี้ หรือสงสัยว่าลูกอาจจะแพ้นมวัวหรือเปล่า ควรไปพบคุณหมอเด็ก คุณหมอจะซักอาการรวมทั้งประวัติครอบครัวเกี่ยวกับเรื่องการแพ้อาหาร และมีการตรวจร่างกายทั่วไปของลูกด้วย นอกจากนี้อาจต้องมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการหลายอย่าง เช่น การตรวจเลือด ตรวจอุจจาระ และการทดสอบการแพ้ทางผิวหนัง เพื่อจะได้กำจัดสาเหตุอื่นๆ ออกไป จะได้แน่ใจว่าลูกของเราแพ้นมวัวจริงหรือไม่สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้โปรตีนนมวัว

ผลงานการวิจัย และทัศนะ จากกุมารเเพทย์

รศ.พญ.จรุงจิตร์ ให้ข้อมูลว่าอาจเกิดเนื่องจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งอาหาร เพราะอาหารเป็นสารแปลกปลอมชนิดแรกที่เข้าไปกระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ในร่างกายของเด็ก และอาหารชนิดแรกของเด็กนอกจากนมแม่ก็คือ ‘นมวัว’ ส่วนอาการของเด็กที่แพ้โปรตีนนมวัวนั้น รศ.พญ.จรุงจิตร์ ให้ข้อ มูลว่าอาการแพ้โปรตีนนมวัวที่แสดงออกในเด็กไทยอันดับแรกคือ อาการทางระบบทางเดินหายใจ ซึ่งจะมีอาการคัดจมูก หายใจไม่สะดวก หรือหายใจแรง คล้ายอาการหวัด แต่เด็กที่แพ้นมวัวจะมีอาการเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ ต่อเนื่องยาวนาน บางรายพบว่ามีปัญหาการพูดช้า เนื่องจากมีปัญหาการได้ยิน เพราะมีน้ำขังอยู่ในหูชั้นกลางจากการเป็นหวัดเรื้อรังด้วย รองลงมาคือ อาการทางระบบทางเดินอาหาร โดยทารกจะมีอาการท้องเสียเรื้อรัง อาเจียน มีเลือดออกในทางเดินอาหาร มีอาการปวดท้องรุนแรงที่เรียกว่า โคลิก มีการสูญเสียโปรตีนทางลำไส้ ทำให้ร่างกายขาดอาหาร กระเพาะไม่ทำงาน เกิดอาการท้องอืด อาเจียน รวมไปถึงอาการท้องผูก ถ่ายเป็นน้ำมันและเป็นมูกเลือด เป็นต้น และอาการทางผิวหนัง ซึ่งมีตั้งแต่ผื่นผิวหนังที่เป็นเม็ดทราย บริเวณข้อพับ แก้ม ตามซอกคอ หรือเป็นลมพิษตามตัว ปากและหน้าบวม ซึ่งอาจรุนแรงจนช็อกและเสียชีวิตได้ “อาการที่แพ้รุนแรงพบได้ในเด็กอายุ 7 วัน หลังจากดื่มนมวัวแล้ว 2 นาที จากนั้นจะเป็นอาการที่เกิดหลังจากเวลาผ่านไปแล้ว 2 นาที พบในเด็กที่มีอายุไม่เกิน 12 ปี ทั้งนี้ยังพบว่าเด็กที่มีอาการแพ้นมวัวตั้งแต่เด็กเมื่อโตขึ้นจะมีอาการแพ้อาหารร่วมด้วย ฉะนั้น เด็กก็จะต้องยืดระยะเวลาในการรับประทานอาหารนั้นออกไปอีก ส่งผลให้เด็กบางคนมีโภชนาการที่ไม่ครบถ้วนด้วย” รศ.พญ.จรุงจิตร์ กล่าว สำหรับการรักษาโรคแพ้นมวัวเป็นสิ่งที่ทำได้ยากและใช้เวลานาน รศ.พญ.จรุงจิตร์ เปิดเผยว่า “ตลอดช่วงเวลาที่เกิดอาการแพ้นั้นเด็กต้องทรมานและได้รับผลเสียด้านพัฒนาการต่าง ๆ ฉะนั้น การป้องกันภูมิแพ้ในเด็กจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับที่ 1 การป้องกันการกระตุ้นภูมิแพ้ตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์มารดา โดยการป้องกันสารก่อภูมิแพ้จากอาหารอันเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งในการก่อภูมิแพ้ในเด็ก นั่นคือ นมวัว เนื่องจากคุณแม่คนไทยจะได้รับการแนะนำให้ดื่มนมวัวในปริมาณมากกว่าปรกติในช่วงตั้งครรภ์และในช่วงให้นมบุตร ระดับที่ 2 เมื่อเด็กคลอดออกมาแล้วและมีความเสี่ยงในการเป็นภูมิแพ้ แพทย์จะแนะนำให้ดื่มนมแม่อย่างเดียวจนถึง 6 เดือนแรก เพื่อช่วยลดโอกาสการเกิดโรคแพ้นมวัว เพราะมีการพิสูจน์แล้วว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดาเพียงอย่างเดียวช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดภูมิแพ้ในเด็กที่มีความเสี่ยงได้ในช่วง 2-4 ขวบปีแรก และคุณแม่ต้องไม่ดื่มนมวัวและรับประทานผลิตภัณฑ์จากนมวัวในปริมาณมากกว่าปรกติด้วย เพราะจะทำให้เกิดการกระตุ้นการแพ้ผ่านทางน้ำนมมารดาได้ และระดับที่ 3 ในกรณีที่เด็กมีอาการแพ้แล้วจะทำการรักษาเพื่อควบคุมไม่ให้อาการรุนแรงขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการดื่มนมวัวและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมวัวทั้งหมด”  ส่วนในกรณีที่แม่ไม่สามารถให้นมลูกได้นั้น รศ.พญ.จรุงจิตร์ ให้ข้อมูลว่า “หากแม่ไม่สามารถให้นมลูกได้ จะมีนมสูตรพิเศษเข้ามาช่วยให้เด็กดื่มแทน คือ นมสูตร Hypoallergenic (H.A.) ที่มีโปรตีนเวย์ 100% ซึ่งผ่านการย่อยโดยเอนไซม์และความร้อน ทำให้ได้โปรตีนโมเลกุลลดลง จึงสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ได้ โดยเฉพาะในทารกที่มีประวัติเสี่ยงสูง แต่ทั้งนี้ต้องเลือกนมสูตรพิเศษที่มีผลวิจัยรับรอง และมีการเสริมบิฟิดัส ซึ่งเป็นจุลินทรีย์สุขภาพ (Probiotic) ที่พบได้ในนมแม่เท่านั้น เพราะจะสามารถช่วยป้องกันการเกิดภูมิแพ้ในทารกได้ โดยช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันชนิดเดียวกับที่พบในนมแม่”
รศ.พญ.จรุงจิตร์ กล่าวต่อไปอีกว่า “ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของนมสูตร H.A. ในเด็กไทยจำนวนกว่า 3,500 คน ในช่วงอายุ 1-5 ขวบ เพื่อเปรียบเทียบเด็กที่ดื่มนมสูตรปรกติกับเด็กที่ดื่มนมสูตรพิเศษ H.A. และเด็กที่ดื่มนมมารดาเพียงอย่างเดียว พบว่า เมื่ออายุ 1 ขวบ และ 4 ขวบ เด็กที่ดื่มนมสูตรปรกติเป็นภูมิแพ้มากกว่าเด็กที่ดื่มนมมารดา ในขณะที่เด็กที่ดื่มนมสูตรพิเศษ H.A. จะมีการเกิดอาการแพ้นมวัวน้อยลง จึงสรุปได้ว่า อาการภูมิแพ้จะน้อยลงในเด็กที่ดื่มนมสูตรพิเศษ เมื่อเทียบกับมารดาที่ไม่ได้ควบคุมอาหารในขณะให้นมบุตร”อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่มีวัคซีนในการป้องกันและวิธีรักษาอาการแพ้โปรตีน นมวัวอย่างจริงจัง แต่แพทย์ได้ชี้ให้เห็นว่า นมแม่เป็นสิ่งที่จะช่วยให้ลูกห่างไกลจากอาการแพ้ได้เป็นอย่างดี ซึ่ง รศ.พญ.จรุงจิตร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ประวัติภูมิแพ้มีส่วนสำคัญในการช่วยให้ผู้ปกครองป้องกันการเกิดภูมิแพ้และรับมือกับอาการภูมิแพ้ของลูกได้อย่างทันท่วงที โดยให้เด็กดื่มนมแม่อย่างต่อเนื่อง แต่หากไม่สามารถให้นมบุตรได้ควรให้เด็กดื่มนมสูตรพิเศษ H.A. และให้เสริมแคลเซียมด้วยการรับประทานแคลเซียมเม็ด หลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดอาการแพ้ ในเด็กที่มีความเสี่ยงสูงให้เลี่ยงการรับประทานอาหารเสริมอื่น ๆ ที่จะกระตุ้นอาการภูมิแพ้ได้ เช่น เลื่อนการรับประทานไข่แดงไปหลังอายุ 6 เดือน และไข่ขาวหลังอายุ 1 ขวบ และเลือกการรับประทานอาหารทะเลไปหลังอายุ 2 ขวบ เพื่อป้องกันการเป็นโรคภูมิแพ้อาหารด้วย”

พว.นฤมล  เปรมปราโมทย์  เรียบเรียง
ขอบข้อมูลจาก รศ.พญ.จรุงจิตร์ งามไพบูลย์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย
ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

บทความที่เกี่ยวข้อง