เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ โรคสมาธิสั้น

08 March 2012
44 view

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ โรคสมาธิสั้นโรคสมาธิสั้นนี้ มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Attention Deficit Disorder (ADD) หรือ Attention Deficit Hyperactivity Disorder (ADHD) เป็นสภาวะซึ่งมีการพูดถึงกันมาก จนทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนเป็นกังวล สับสนเกี่ยวกับเรื่องโรคนี้ ซึ่งบางครั้งอาจมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เกิดเป็นความเชื่อหรือความเข้าใจที่ผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ้าง ซึ่งพอจะรวบรวมมาไว้ ณ ที่นี้พอสังเขป คือ

1. เข้าใจว่า “เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น จะต้องซนมาก”แม้ว่าเด็กที่ซนมาก อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่นึกถึงเรื่องโรคสมาธิสั้น แต่ก็มีเด็กอีกจำนวนมากที่มีสมาธิสั้น ถูกเบี่ยงเบนความสนใจได้ง่าย ไม่สามารถมีสมาธิต่อการทำสิ่งต่างๆ ได้ โดยที่ไม่มีอาการซนร่วมด้วย ดังนั้นบางคนจึงเรียกว่าเป็น Attention Deficit Disorder (ADD) ในรายที่มีสมาธิสั้น แต่ไม่ซน และ ใช้คำว่า Attention Deficit Hyperactivity Disorder (ADHD) กับสภาวะที่มีสมาธิสั้น ร่วมกับการซนมาก ไม่อยู่นิ่ง

2. เข้าใจว่า “โรคสมาธิสั้นนี้จะดีขึ้น และหายได้เอง เมื่อโตขึ้น โดยไม่ต้องรับการรักษา”แม้เด็กที่มีสมาธิสั้น เมื่อโตขึ้นและมีวุฒิภาวะมากขึ้น ดูเหมือนจะปรับตัวได้ดีขึ้น แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้หายเป็นปกติเลยทีเดียว ขึ้นอยู่กับความช่วยเหลือ ของคุณพ่อคุณแม่ คุณครูและคนรอบข้าง ที่เข้าใจเขา ซึ่งจะช่วยให้เขาปรับตัวได้ดีขึ้น สามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคม และดำเนินชีวิตประจำวันได้ โดยไม่เป็นปัญหาหรือภาระกับใคร

3. เข้าใจว่า “การรักษาด้วยยา ริตาลิน (Ritalin) จะช่วยให้เด็กหายเป็นปกติ”แม้ว่าการใช้ยาเพื่อรักษาโรคสมาธิสั้น จะช่วยให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น และซนน้อยลงในเด็กหลายราย ทำให้สามารถกลับเข้าเรียน และมีกิจกรรมร่วมกับเพื่อนในห้องเรียนได้ แต่ก็ยังต้องทำควบคู่ ไปกับการรักษาที่ครอบคลุมในด้านอื่นๆ ด้วย โดยการปรับพฤติกรรม ทั้งที่บ้าน และที่โรงเรียน เช่น การจัดการเรียนการสอน ( Academic support) ให้เหมาะสมกับเด็ก การช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ สามารถสนับสนุนและช่วยเหลือเด็กได้อย่างถูกวิธี (Parenting strategies) ในการดำเนินชีวิตประจำวัน และการทำพฤติกรรมบำบัด (Behavior-modification treatment) โดยการเข้ากลุ่ม เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ การควบคุมตนเอง และมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนได้ โดยมีนักจิตวิทยา นักกิจกรรมบำบัด และคุณหมอด้านพัฒนาการเด็กคอยให้คำแนะนำ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจในพฤติกรรมต่างๆ ของเขา และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือเขา เมื่อเขาอยู่กับคนอื่นๆ ทั้งที่บ้าน และที่โรงเรียน

4. เข้าใจว่า “อาหารบางอย่าง ทำให้เด็กมีสมาธิสั้นหรือซนมาก”แม้ว่าจะมีการพูดถึงกันมากว่า การทานอาหารบางอย่าง จะทำให้เด็กมีสมาธิสั้น หรือซนกว่าปกติ แต่ในการติดตามศึกษาเรื่องนี้ โดยหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ กลับไม่พบว่ามีอาหารชนิดใด หรือประเภทใด ( เช่น ของหวานจัด, ผงชูรส, สีผสมอาหาร ฯลฯ ) ที่มีส่วนทำให้เด็กมีสมาธิสั้น หรือซนกว่าปกติ

5. เข้าใจว่า “เป็นความผิดของพ่อแม่ ที่ตามใจลูกจนเหลิง ลูกจึงมีสมาธิสั้น และซนมากแม้ว่าเด็กที่ถูกพ่อแม่ตามใจมาก จะมีลักษณะที่ชอบซนมาก และบางครั้งควบคุมกริยามารยาทไม่ได้เมื่ออยู่กับผู้อื่น แต่ก็ไม่ใช่เป็นสาเหตุของโรคสมาธิสั้น เนื่องจากเชื่อว่าการเกิดโรคสมาธิสั้นนั้น เป็นจากความผิดปกติของสมองของเด็ก ในระดับการทำงานของเซลล์สมอง (Biochemical condition) ที่จะทำงานประสานกันอย่างซับซ้อน เพื่อให้มีพฤติกรรมที่เป็นที่ยอมรับได้ในสังคม หลายครอบครัวที่ลูกมีปัญหาสมาธิสั้นนั้น เป็นครอบครัวที่มีระดับการศึกษา และสติปัญญาดี และมีการดูแลเลี้ยงดูลูกอย่างดี มีการเอาใจใส่อบรมเลี้ยงดู อย่างเหมาะสมมาตลอด แต่ลูกก็ยังเป็นโรคสมาธิสั้น

6. เข้าใจว่า “เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นนั้น แกล้งทำ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนอื่นๆ

ที่จริงแล้วเด็กที่มีปัญหาสมาธิสั้นที่โตพอ จะพยายามควบคุมตนเองให้อยู่นิ่ง หรือมีสมาธิกับสิ่งที่ตนเองต้องทำอยู่ตรงหน้า แต่ด้วยสภาวะที่เขาเป็น ทำให้เขาไม่สามารถควบคุมตนเองให้ทำได้ดีอย่างเด็กปกติคนอื่นๆ สิ่งที่เกิดขึ้น จึงไม่ใช่เป็นจากการที่เขาแกล้งทำ แต่เป็นจากการที่เขาไม่สามารถควบคุมตนเอง ให้อยู่นิ่งได้อย่างที่ต้องการต่างหาก

7. เข้าใจว่า “การทานยา ริตาลิน ทำให้เด็กไม่เจริญเติบโต”แม้ว่าจะมีความเชื่อว่า ยา ริตาลิน จะทำให้เด็กไม่เจริญเติบโตสมวัย แต่จากการติดตามดูการเจริญเติบโตของเด็ก ที่ต้องทานยา ริตาลินเป็นเวลานานๆ พบว่า เด็กเหล่านี้สามารถมีการเจริญเติบโตทางด้านร่างกาย (โดยเฉพาะส่วนสูง) เมื่อเข้าสู่ช่วยวัยรุ่นที่เป็นปกติ แม้ว่าเขาจะยังทานยานั้นอยู่ก็ตาม

8. เข้าใจว่า “เด็กที่มีสมาธิสั้น จะไม่มีวันที่จะทำงานอะไร ที่ต้องการสมาธิได้สำเร็จ”เด็กที่มีสมาธิสั้นอาจไม่ชอบการทำอะไรที่ซ้ำๆ น่าเบื่อ เพราะเขาไม่สามารถควบคุมสมาธิให้ติดตามได้ตลอด แต่เด็กจะสามารถเข้าร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ที่เขาชอบได้ดี จึงต้องมีคุณพ่อคุณแม่ และคุณครูที่เข้าใจในภาวะที่เขาเป็น และช่วยเหลือเขา ในการจัดกิจกรรม และการเรียนการสอน ที่เหมาะสมแก่เขา พบว่าผู้ใหญ่หลายคนที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักการเมือง นักธุรกิจ ศิลปิน เมื่อตอนเด็กเคยเป็นโรคสมาธิสั้น แต่จากการที่เขาได้รับการช่วยเหลือดูแลที่ถูกต้อง ทำให้เขาสามารถปรับตัว และประสบความสำเร็จ ในหน้าที่การงานที่เขาทำได้ และยังพบว่าคนเหล่านี้ อาจมีความกระตือรือล้น และความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นพิเศษกว่าคนอื่นด้วย

9. เข้าใจว่า “เด็กที่ต้องทานยารักษาโรคสมาธิสั้น เช่น ริตาลิน หรือยาตัวอื่นๆ จะทำให้เด็กเหล่านี้มีโอกาสติดยาด้านจิตประสาท เมื่อตอนโตขึ้น ได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ”แม้ฟังดูน่าจะเป็นเช่นนั้น แต่จากการศึกษาติดตามเด็กเหล่านี้ กลับพบว่าตรงกันข้าม เมื่อเด็กที่มีปัญหาสมาธิสั้น ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมด้วยยา และพฤติกรรมบำบัด และได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่น ให้เขาสามารถปรับตัวเข้ากับคนอื่น และสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นปกติสุข จะไม่มีพฤติกรรมที่ชอบเสี่ยงอันตราย (Risk-taking behavior) ที่จะเป็นอันตรายต่อตนเอง หรือคนอื่น และจะมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง (self esteem)และมีความเชื่อมั่นในตนเอง ทำให้ไม่พบปัญหาการติดยาเสพติด หรือติดเหล้า เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่

 


บทความที่เกี่ยวข้อง