คุณแม่ หรือผู้เลี้ยงจะกระตุ้นให้เด็กคิดเป็นได้อย่างไร?

22 September 2015
988 view

คุณแม่ หรือผู้เลี้ยงจะกระตุ้นให้เด็กคิดเป็นได้อย่างไร?

สิ่งสำคัญของการเลี้ยงลูกให้มีวินัยเชิงบวก นอกจากให้รับผิดชอบเป็น มีความสุข มีอารมณ์ที่ดี ไม่ขี้โมโห คุมอารมณ์ตนเองให้เป็นแล้ว ยังต้องฝึกลูกให้คิดแก้ปัญหาเองเป็นด้วย การช่วยลูกให้แก้ปัญหาเองเป็น บางครั้งมันใกล้กับการเข้าไปช่วยลูกแก้ปัญหา มีหลายๆวิธีที่จะกระตุ้นให้เด็กแก้ปัญหาเองเป็น  แต่หนึ่งในนั้นที่จะพูดวันนี้คือ ลูกได้คิดหรือเปล่าว่ามันกำลังเป็นปัญหา

ช่วงเวลาอ่านนิทาน เป็นอีกช่วงเวลาดีๆของเด็ก แต่จะดีและได้ประโยชน์อย่างไร คุณหมอมีวิธี ดังนี้ค่ะ 

เวลาที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับลูก ยกตัวอย่าง ช่วงเวลาอ่านนิทาน
ชวนลูกมาคุยเรื่อราวในนิทานกันเถอะค่ะ เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้อะไรมากกว่า แค่อ่านแล้วจบ

เรากระตุ้นให้ลูกคิด…คิด.…คิด…ได้มากกว่าที่เราคิด เริ่มจากคำถามง่ายๆเลย สำหรับเด็กหัดพูด ประมาณขวบ
“นี่ตัวอะไรค่ะ” หากลูกไม่ทราบจริงๆ ก็เฉลยไปเลยให้ลูกเข้าใจ

เมื่อลูกเริ่มโต ถามให้ลูกคิดมากขึ้น และให้มากกว่าที่ตาเห็น  “มดแดงกำลังไปไหนค่ะ”
การกระตุ้นให้ลูกนึกภาพในสมอง… เป็นการฝึกคิด คิด คิด ใช้สมองมากกว่าตอบง่ายๆตามที่ตาเห็น
เพราะลูกต้องจินตนาการภาพ “มดเคลื่นที่”  และนิทานหลายเล่มจะมี “สัญลัษณ์” แสดงการเคลื่อนไหว…
ให้ลูกได้เรียนรู้ภาษาภาพมากขึ้น….

เราสามารถตั้งคำถามที่มากกว่าที่ตาเห็นได้ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ขึ้นอยู่กับว่า เราได้ทำสื่อสาร 2 ทางจนลูกชินหรือไม่
อย่าลืมว่า ตอนที่เราทำวินัยก็มีการพูดที่มองไม่เห็นอยู่หลายอย่าง  เช่น “เสร็จตรงนี้แล้วเราไปอาบน้ำกันนะ”
หากเราขยันทำ ลูกจะชิน กับการคิดภาพในสมอง

เมื่อลูกโตขึ้นอีก  ตั้งคำถามเพื่อช่วยให้ลูกคิดอยากแก้ปัญหา
เช่น “มดตัวนี้ไม่มีอาหารเลย ทำยังไงดีน้า”ให้เวลาในการประมวลข้อมูลของเด็ก อย่าเร่งรัด

หากลูกคิดไม่ออก ให้ช่วยกระตุ้นให้ลูกคิดถึงทางออก
อย่ารีบเฉลยทันที เพราะมันไม่เอื้อให้ลูกคิดแก้ปัญหา
เช่น “ถ้าไม่มีอาหาร ตอนช่วงหน้าหนาวต้องอดตายแน่ๆ ทำยังไงจะมีอาหารตอนนี้นะ” พร้อมชี้ไปที่อาหาร

ถ้ายังนึกไม่ออกอีก “ตรงนี้มีอาหารอยู่นี่นา จะมาตรงนี้ได้ยังไงน้า”
ตอนนี้ก็ขึ้นกับภาพที่เห็นแล้วค่ะ ว่าเราจะค่อยๆไล่ความคิดเด็กไปให้ถึงคำตอบอย่างไร

ประเด็นคือ เราได้ตั้งคำถามที่เอื้อต่อการคิดแก้ปัญหาหรือไม่ และเราทำหน้าที่ของโคช ช่วยให้ลูกค้นพบทางออกของจากอุโมงค์เองหรือไม่ (โดยเราต้องไม่อุ้มลูกออกจากอุโมงค์)

ในฐานะผู้นำที่ดี เราต้องมีทั้งการกระตุ้นให้ลูกทีมของเราคิด และต้องทำหน้าที่ให้ลูกทีมไปถึงจุดหมายด้วยตัวของเขา

คำพูดที่ไม่ใช่คำถาม ไม่มีการตั้งคำถาม ไม่มีการจี้ ไม่มีใครร้องขอความช่วยเหลื
มีเพียงประโยคบอกเล่าลอยๆ “มดตัวนี้ ไม่มีอาหาร” ลูกรู้หรือเปล่าว่ามันคือปัญหาที่เขาสามารถช่วยแก้ไขได

เด็กที่เราได้ทำสื่อสาร 2 ทางไล่ตามพัฒนาการมา เขาจะรู้ว่าประโยคลอยๆแบบนั้น
คือปัญหาของโจทย์ที่เขาสามารถจัดการอะไรบางอย่างได้

นักแก้ปัญหา จึงไม่ใช่แค่รอตอบคำถาม  แต่สามารถตระหนักรู้ได้มากกว่า  รู้ว่าอะไรคือโจทย์ของปัญหานั้นได้เอง 

ขอบคุณข้อมูล :  พญ.เสาวภา พรจินดารักษ์