เมื่อลูกเครียด

04 January 2012
66 view
หลายต่อหลายครั้งที่คุณพ่อคุณแม่เป็นกังวลอย่าง มากต่อการเปลี่ยนแปลงของลูกที่ผิดไปจากเดิม จากที่เคยเป็นเด็กแจ่มใส ยิ้ม เล่น ตามสบาย กลับกลายเป็นเด็กที่งอแง เอาใจยาก เป็นไปได้ไหมว่าลูกป่วย หรือเป็นจากความเครียด
     ความ เครียด (stress) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับร่างกาย ทั้งทางด้านกายภาพและทางด้านชีวเคมี รวมถึงทางด้านอารมณ์ ที่มีต่อสิ่งเร้าจากภายนอก เช่น ความสับสน ความตื่นเต้น ความกลัว ที่เกิดขึ้นอย่างมากในสภาวะต่างๆกัน
  1. เด็กในวัยต่างๆ แม้แต่ทารก ก็สามารถรับรู้และเกิดความเครียดขึ้นได้
  2. แต่การตอบสนองต่อความเครียดของเด็กแต่ละคนนั้นจะออกมาเป็นอย่างไร ขึ้นกับ อายุ ลักษณะพื้นฐานทางอารมณ์ และสภาพแวดล้อมของครอบครัว
     อะไรเป็นสาเหตุของความเครียดในเด็ก ?
เด็กๆจะรับรู้ถึงความรู้สึกเครียดในตัวเขาได้ ซึ่งแบ่งลักษณะของความเครียดในเด็กได้ เป็น 2 แบบง่ายๆดังนี้
     ลักษณะความเครียดอย่างแรกคือ ความเครียดในสภาวการณ์ปกติ (normative stress)  ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนพัฒนาการตามวัยของเด็ก เช่น การหัดเดิน หัดพูด การฝึกการขับถ่าย และการเข้าโรงเรียน ฯลฯ ซึ่งเด็กแต่ละคน เมื่อถึงวัยของเขา จะพยายามทำให้ผ่านขั้นตอนพัฒนาการเหล่านี้ไปให้ได้ตามธรรมชาติ ความรู้สึกหงุดหงิดที่ตัวเองยังเดินไปไกลๆไม่ได้ หรือยังปีนเก้าอี้ไม่ได้ หรือยังพูดสื่อสารเพื่อให้คุณแม่เข้าใจสิ่งที่เขาต้องการไม่ได้ จะทำให้เด็กมีความเครียดบ้างเล็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องปกติ และเป็นสิ่งสร้างสรรค์เพื่อให้เขาปรับตัวทางด้านพัฒนาการได้ดีขึ้น และมากขึ้นไปตามวัยของเขาที่ควรจะเป็น และเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องคอยพึ่งคุณพ่อคุณแม่ให้อุ้มพาเขาไปเที่ยวอีกต่อไป
     ส่วนลักษณะความเครียดอย่างที่สองคือ ความเครียดที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในชีวิต (life-change stress) ซึ่งทำให้เกิดความสับสนและความเครียดกับเด็กอย่างมากเหตุการณ์เหล่านี้ได้แก่
1. การหย่าร้าง แม้ ว่าคุณพ่อคุณแม่เพียงแค่ทะเลาะกัน ยังไม่ทันได้หย่าร้างกัน ก็สามารถทำให้ลูกเกิดความเครียดได้ เนื่องจากลูกจะเกิดความวิตกกังวล (anxiety)อย่างมากในด้านความมั่นคงของชีวิตของเขา (sense of security) ลูกจะกลัวการถูกทอดทิ้งและไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเขาต่อไป ลูกอาจจะเข้าใจไปว่าเป็นเพราะตนเองทำอะไรผิด ทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดการทะเลาะกัน และตนเองเป็นตัวการทำให้เกิดการหย่าร้างขึ้น
2. การย้ายถิ่นฐาน เด็ก ที่ต้องย้ายถิ่นฐานบ่อย ต้องจากบ้านที่เขาคุ้นเคย จากเพื่อนๆที่โรงเรียน ทำให้ต้องปรับตัวอยู่เสมอ มักจะเกิดความรู้สึกสับสน ไม่มั่นคง และมีความวิตกกังวล ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขาอีก
3. การเสียชีวิต (death) ของคนใกล้ชิดที่เด็กรู้จักดี เด็กจะยังไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องความตายที่เกิดขึ้นกับคนที่เขารู้จัก ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับคนในครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงที่เขารัก เด็กอาจจะเข้าใจว่าเขาเองเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต ซึ่งทำให้เขารู้สึกผิด (feeling guilty) และมีความเครียดมาก
4. มีกิจกรรมต่างๆมากเกินไป (activity overload) ใน ปัจจุบันมีคุณพ่อคุณแม่หลายคนที่จะพยายามให้ลูกได้มีกิจกรรมต่างๆมากมายตลอด สัปดาห์ จนลูกเองไม่มีเวลาว่างเป็นของตนเอง การที่จะต้องรีบเรียน รีบทำการบ้าน รีบไปเรียนเปียโน เรียนว่ายน้ำ ทำงานส่งคุณครู เตรียมตัวสอบ ฯลฯ เมื่อทุกอย่างมีตารางเวลาที่ค่อนข้างแน่น และต้องทำให้ได้ดี ให้ทันเวลา ก็จะทำให้เด็กเกิดความเครียด และรู้สึกไม่อยากทำ ไม่อยากเรียน ทำไปก็ไม่ได้ดี มีแต่คนคอยจี้ให้ทำโน่น ทำนี่ คุณพ่อคุณแม่จึงควรคอยดูแลอย่าให้ลูกต้องทำกิจกรรมต่างๆมากจนเกินไป และได้มีเวลาพักทำอะไรสบายๆอย่างที่ตนเองอยากทำบ้าน
5.ความกดดันจากเพื่อนๆ (peer pressure) เด็ก ตั้งแต่วัยเตรียมอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย จะได้รับแรงกดดันจากกลุ่มเพื่อนๆที่เขาคบหาอยู่ เด็กจะพยายามทำตัวให้เข้ากลุ่มให้ได้ ไม่อยากแปลกแยกไปจากลุ่ม กลัวถูกเพื่อนทิ้ง หรือไม่ยอมรับเข้ากลุ่ม ก็สามารถทำให้ลูกเกิดความเครียดได้เช่นกัน
     ความเครียดสามารถทำให้ลูกป่วยได้หรือไม่ ?
โดย ทั่วไปเด็กที่มีสุขภาพดีเมื่อมีภาวะความเครียดธรรมดาเกิดขึ้น ส่วนใหญ่จะสามารถปฏิบัติตนให้ผ่านพ้นภาวะนั้นไปได้ด้วยดี แต่ในบางสภาวะ เช่นในเด็กที่ขาดอาหาร พักผ่อนไม่เพียงพอ และไม่ได้ออกกำลังกาย เมื่ออยู่ในสภาวะที่มีความเครียดมากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็อาจจะอ่อนแอ ลง ทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ เช่น เป็น หวัด, ไข้หวัดใหญ่ ฯลฯ ดังนั้นคุณจึงควรพยายามให้ลูกได้พักผ่อนเพียงพอ, ทานอาหารที่มีประโยชน์ และได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ซึ่งก็จะช่วยลดปัญหาความเครียดและทำให้มีสุขภาพดีด้วย
โดยทั่วไปเด็กที่มีบุคลิกสบายๆ มีความสุข มักจะมาจากครอบครัวที่สบายๆและมีความสุขด้วย ถ้าคุณพ่อคุณแม่เป็นคนที่ค่อนข้างเครียดเองอยู่แล้ว ก็จะทำให้ลูกกลายเป็นคนที่เครียดง่ายได้เช่นกัน
     คุณพ่อคุณแม่จะมีส่วนช่วยให้ลูกไม่เป็นเด็กเครียดได้อย่างไร ?
คุณพ่อคุณแม่ก็มีส่วนสำคัญในการป้องกันความเครียดให้กับลูกได้โดย
1. ให้ความรัก ความเข้าใจ และเป็นที่ปรึกษาแก่เขา  ตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ คุณควรอุ้มลูกเมื่อลูกร้อง โดยไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้ลูกติดมือ หรือกลัวว่าจะทำให้ลูกเคยตัว ลูกต้องการคุณช่วยทำให้เขารู้สึกมั่นใจและมีความสุข เมื่อลูกโตขึ้นกำลังน่ารัก คุณควรหาโอกาสกอดเขา และหอมแก้ม บอกเขาว่าคุณรักและชื่นชมในสิ่งดีๆที่เขาได้ทำ อย่าได้กลัวว่าคุณกำลังจะทำให้ลูกเหลิง
2. เตรียมตัวลูกเมื่อจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ถ้า คุณทราบล่วงหน้าว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้นกับลูก คุณควรหาทางเตรียมตัวให้เขาก่อน เช่น การจะส่งลูกเข้าโรงเรียน คุณควรจะหาโอกาสพาลูกไปเยี่ยมชมโรงเรียน และทำความคุ้นเคยกับโรงเรียน ในกรณีที่คุณจะต้องเดินทางไปประชุมต่างประเทศที่จะต้องฝากลูกไว้กับคุณยาย หรือคุณย่า หลายวัน คุณควรจะอธิบายอย่างง่ายๆให้ลูกทราบว่าคุณจะไปทำอะไร เพราะเมื่อลูกทราบและวางใจในเรื่องนี้แล้ว ลูกก็จะไม่เกิดความวิตกกังวลจนเกิดความเครียดขึ้น
3. ควรมีกฎเกณฑ์และระเบียบในบ้านที่ปฏิบัติได้ง่าย เด็กๆต้องการกฎเกณฑ์และระเบียบในบ้านที่จะทำให้เขารู้สึกมั่นใจได้ในชีวิต ของเขา การเข้านอนเป็นเวลา การทำการบ้านตอนเย็นให้เสร็จ การใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว จะช่วยให้เขารู้สึกสบายใจและรู้ว่าสิ่งต่างๆจะเกิดขึ้นในชีวิตของเขาอย่าง เป็นปกติ
4. ลดความเครียดของตัวคุณพ่อคุณแม่เอง เมื่อ คุณเองก็กำลังเครียด คุณจะทำอะไรหลายต่อหลายอย่างที่ผิดพลาดได้ง่ายๆ ซึ่งอาจทำให้คุณต้องมารู้สึกเสียใจในภายหลัง ดังนั้นคุณจึงควรหาทางลดความเครียดในตัวคุณเอง เช่น หาเวลาออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ ดื่มกาแฟให้น้อยลง พักผ่อนให้พอ หรือหาเวลาพูดคุณกับเพื่อนๆเพื่อปรึกษาในเรื่องอื่นๆบ้าง จะช่วยให้คุณลดความเครียดและมีมุมมองในเรื่องที่ทำให้คุณและลูกเครียดได้ดี ขึ้น
คุณควรระมัดระวังไม่ทำให้ลูกเกิดความเครียดโดยไม่จำเป็น เพราะเมื่อลูกเกิดความเครียดอยู่เสมอๆ ตั้งแต่เล็ก เมื่อเขาเติบโตขึ้น จะยังต้องผ่านขั้นตอนอื่นๆที่จะทำให้มีความเครียดยิ่งขึ้น เช่น การปรับตัวตอนเข้าโรงเรียน, แรงกดดันจากเพื่อนๆ, การเรียนและ การสอบ ฯลฯ
คุณ จึงควรที่จะเตรียมตัวลูกให้รู้จักการรับมือกับความเครียดที่เกิดขึ้น และสามารถจัดการกับเรื่องนั้นๆได้อย่างสบายๆ คุณควรช่วยลูกหากิจกรรมที่ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน เช่น การเล่นกีฬา, ดนตรี, งานศิลปะ หรือการเลี้ยงสัตว์เลี้ยง , ปลูกต้นไม้ ฯลฯ เป็นงานอดิเรก หรือแม้แต่การท่องเที่ยวพักผ่อน ก็จะเป็นการช่วยลดความเครียดของทุกคนในบ้านได้เป็นอย่างดี


      
      
    

บทความที่เกี่ยวข้อง